แสดงกระทู้ - siritidaphon
แม็ก ยาง ราคาพิเศษ

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3
1
กำจัดกลิ่นเหม็นด้วยจุลินทรีย์
จุลินทรีย์-กำจัดกลิ่นเหม็นได้อย่างหมดจด โดยไม่มีสารเคมีตกค้างใดๆ

จุลินทรีย์ดับกลิ่นจะกำจัดกลิ่นเหม็นหรือดับกลิ่นเน่าเหม็นได้แทบทุกชนิด ยกเว้นกลิ่นที่เกิดจากสารเคมี ( จุลินทรีย์ไม่สามารถย่อยสลายสารเคมีบางชนิดได้ ) ดังนั้นการใช้จุลินทรีย์กำจัดกลิ่นเหม็นจึงไม่ควรใช้ร่วมกับสารเคมีใดๆ เพราะจะทำให้จุลินทรีย์ตายหรือเสื่อมสลายไปได้ จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่มีประโยชน์ต่อทั้งพืชและสัตว์รวมไปถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย 100% ไม่มีอันตรายใดๆต่อพืชและสัตว์ทุกชนิด ไม่มีสารเคมีเจือปน ไม่ต้องการอากาศ ดังนั้นหลังการใช้จุลินทรีย์ทุกๆครั้งต้องรีบปิดฝาให้สนิททันที ใช้ในแต่ละครั้งพอประมาณตามที่ต้องการ และส่วนที่นำออกมาใช้งานควรใช้ให้หมดในคราวเดียวกัน การเก็บจุลินทรีย์ควรเก็บให้ห่างจากแสงแดด อุณหภูมิที่ 30 – 45 องศาเซลเซียส กรณีจุลินทรีย์บรรจุอยู่ในขวดและทำให้ขวดบรรจุบวม ( ก๊าซที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาของจุลินทรีย์ ) วิธีแก้ไขคือคลายฝาขวดเล็กน้อย เพื่อระบายก๊าซออก เสร็จแล้วให้หมุนกลับทันที ( ปิดฝาขวด )

วิธีการใช้จุลินทรีย์กำจัดกลิ่นเน่าเหม็น ของเสีย กลิ่นเหม็น กลิ่นคาว กลิ่นสาบ ฯลฯ จากสิ่งปฏิกูลต่างๆ

1 ) กลิ่นเหม็นจากมูลสัตว์ กลิ่นปัสสาวะจากฟาร์มสัตว์เลี้ยง เช่น ฟาร์มสุนัข ฟาร์มสุกร ฟาร์มโคกระบือ ฯลฯ โดยเฉพาะฟาร์มสัตว์เลี้ยง เช่น ฟาร์มสุกร จะส่งกลิ่นเหม็นแรงมาก ดังนั้นการใช้จุลินทรีย์ต้องใช้ปริมาณให้ถึงเพื่อดับกลิ่นเน่าเหม็นเหล่านี้ให้หมดจด

วิธีการ : การใช้ในครั้งแรก นำ จุลินทรีย์สดแบบเพียวๆโดยไม่ผสมน้ำ เทลงในบัวรดน้ำ ( บัวรดน้ำต้นไม้ ) หรือถังสำหรับฉีดพ่นต่างๆ แต่ต้องล้างให้สะอาดก่อน ระวังอย่าให้มีสารเคมีตกค้าง ( เพราะจะไปทำลายจุลินทรีย์ ) หลังจากนั้นก็นำไปรดหรือฉีดพ่นลงบนพื้นที่มีมูลสัตว์หรือบริเวณที่มีกลิ่นเน่าเหม็น กรณีที่มูลสัตว์เพิ่มขึ้นทุกๆวันหรือมีสิ่งปฏิกูลเพิ่มขึ้นทุกวันในปริมาณที่มากก็ควรใช้รดทุกวัน แต่ถ้าปริมาณสิ่งปฏิกูลและกลิ่นมีไม่มาก ใช้รด 3-4 วันหรืออาทิตย์ละครั้งก็ได้ แล้วแต่ปัญหาของแต่ละท่าน
การใช้ในครั้งที่สองและครั้งต่อๆไป ให้นำจุลินทรีย์ผสมกับน้ำ อัตราส่วน 1 : 1 ( กรณีต้องการเข้มข้นสูง ) หรือ 1 : 5 หรือ 1 : 10 , 20 , 30 ……… ตามความต้องการ ถ้ากลิ่นแรงก็อาจใช้ความเข้มข้นสูง 1 : 1 หรือ 1 : 5 เป็นต้น ถ้ากลิ่นไม่แรงมากนักก็อาจใช้ความเข้มข้นน้อยลง 1 : 50 หรือ 1 : 100 ก็ได้ การใช้จุลินทรีย์ใช้บ่อยได้ตามความต้องการ ไม่มีอันตรายใดๆต่อพืชและสัตว์ ช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น

2 ) กลิ่นเหม็นจากบ่อเกรอะ ส้วม ห้องน้ำ ตามบ้านที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนี่ยม โรงพยาบาล โรงแรม ฯลฯ

ใช้จุลินทรีย์สดไม่ผสมน้ำเทลงในบ่อเกรอะ / โถส้วม / ท่อน้ำทิ้ง โดยใช้จุลินทรีย์ 1 ลิตรต่อสิ่งปฏิกูลขนาด 1คิว กรณีคอนโดมิเนี่ยม โรงแรม โรงพยาบาล ซึ่งมีปริมาณสิ่งสกปรกมากอาจใช้ความเข้มข้นเพิ่มขึ้น กรณีของเสียส่งกลิ่นเหม็นแรงให้ใช้จุลินทรีย์ 2-3 ลิตรต่อปริมาตรน้ำเสีย 1 คิว ใช้บ่อยได้ตามความต้องการ

3 ) กลิ่นเหม็นจากตลาดสด ร้านอาหาร ซึ่งตลาดสดและร้านอาหารจะมีเศษพืชผักและไขมันสัตว์ทับถมกันเกิดการเน่าเสียทำให้ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ การใช้จุลินทรีย์กำจัดกลิ่นเหล่านี้ รดหรือราดสดไม่ผสมน้ำลงในบ่อหรือหลุมที่รวมเศษอาหารหรือตะแกงดักไขมันหรือบริเวนที่ส่งกลิ่นเน่าเหม็น การใช้จุลินทรีย์กับท่อที่ไขมันอุดตันก็ทำเช่นเดียวกัน โดยการเทราดลงในท่อที่อุดตันแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้จุลินทรีย์ย่อยสลายไขมันตามธรรมชาติ ข้อควรระวังคือห้ามใช้จุลินทรีย์ร่วมกับสารเคมีเด็ดขาด

กลิ่นเหม็นในห้องน้ำ ส่วนใหญ่จะมาจากท่อน้ำทิ้ง มีน้อยที่มาจากโถส้วมหรือชักโครก โดยเฉพาะท่อน้ำทิ้งในห้องน้ำหรืออ่างล้างมือที่ต่อท่อน้ำทิ้งลงรวมในบ่อเกรอะ ( บ่อเกรอะคือบ่อรับของเสียจากส้วมหรือชักโครกทั้งหมด ) ดังนั้นกลิ่นเหม็นจากท่อน้ำทิ้งจึงเป็นกลิ่นที่ลอยขึ้นมาตามท่อจากบ่อเกรอะ แต่ในบางกรณีที่ท่อน้ำทิ้งมีสิ่งสกปรกเกาะอยู่ตามท่อ เช่น ของเสียจากการอาบน้ำและอื่นๆ นานๆเข้าอาจส่งกลิ่นแรงได้ ดังนั้น จึงต้องหมั่นทำความสะอาดท่อน้ำทิ้งด้วยการใช้จุลินทรีย์ทำความสะอาดท่อไม่ให้สิ่งสกปรกเกาะอยู่ตามลำท่อ กับปัญหาท่อน้ำทิ้งมีกลิ่นลอยขึ้นมา โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ฝนตกหรือฤดูหนาว กลิ่นจะรุนแรงเป็นพิเศษและเกิดขึ้นบ่อยๆ ส่วนใหญ่จะคิดว่ากลิ่นมาจากชักโครก ในห้องน้ำแต่ละห้องจะมีท่อน้ำทิ้งหรือท่อเดรน เพื่อรับน้ำทิ้งจากการใช้สอยของคนเรา และท่อน้ำทิ้งเหล่านี้แหละคือตัวต้นเหตุของปัญหาท่อน้ำทิ้งมีกลิ่นเหม็น เพราะสิ่งสกปรกขนาดเล็กจะเกาะอยู่ตามท่อน้ำทิ้ง ซึ่งท่อน้ำทิ้งจะเป็นท่อพีวีซีที่ของเสียต่างๆเกาะติดได้ง่าย เมื่อสะสมนานๆเข้าจึงเกิดกลิ่นขึ้นมา และในบางกรณีท่อน้ำทิ้งดังกล่าวยังไปต่อเชื่อมเข้ากับบ่อเกรอะอีก ทำให้กลิ่นยิ่งรุนแรงขึ้นหลายเท่าตัว ทั้งกลิ่นจากบ่อเกรอะและกลิ่นของเสียที่เกาะติดอยู่กับท่อน้ำทิ้ง กรณีที่ท่อน้ำทิ้งเชื่อมต่อเข้ากับบ่อเกรอะ วิธีแก้ไขควรแยกบ่อน้ำทิ้งใหม่ ( ถ้ามีที่มากพอ ) เพราะโดยปกติทั่วไป บ่อรับน้ำทิ้งกับบ่อเกรอะต้องแยกกันคนละบ่อ ถ้านำมารวมเป็นบ่อเดียวกันจะเกิดปัญหากลิ่นแน่นอน ไม่ว่าบ้านใหม่หรือบ้านเก่าก็ตาม


บำบัดน้ำเสีย วิธีการกำจัดกลิ่นเหม็นจากน้ำเสียด้วยจุลินทรีย์ ดับกลิ่นเหม็น / ดับกลิ่นเน่าเหม็น เพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/บำบัดน้ำเสีย/

2
ไรฝุ่นนั้นพบได้มาก ที่เตียงนอน หมอน ผ้าห่ม และเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากเส้นใยอย่างโซฟาและพรมปูพื้น
แต่พบได้น้อยกับเครื่องใช้ที่เป็นวัสดุประเภทยางพารา ไม่ว่าจะเป็นหมอนยางพารา หรือที่นอนยางพารา ดังนั้นจึงยากที่เราจะหลีกเลี่ยงไรฝุ่นในชีวิตประจำวันได้

ที่นอน โซฟา หมอน หรือเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้อื่นๆ เป็นสิ่งอำนวยความสะดวก ที่จะนำพามาซึ่งความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต แต่ความสะดวกสบายนั้นต้องแฝงมากับเชื้อโรค โดยเฉพาะไรฝุ่น

ไรฝุ่น เป็นสัตว์ขนาดที่เล็กมาก ตาของเรานั้นไม่สามารถมองเห็น ไรฝุ่นเป็นต้นกำเนิดของโรคภูมิแพ้ โดยผู้ที่ได้รับผลจากไรฝุ่นจะมีอาการแสดงออกมา เช่น
เยื่อจมูกอักเสบ ผิวหนังอักเสบ และอาการของโรคหอบหืด ซึ่งอาการต่างๆนั้นจะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเราไม่น้อย

แล้วไรฝุ่นมาจากใหน ?
ตอบได้ง่ายมากครับ เพราะไรฝุ่นมีขนาดเล็กมาก มันจึงสามารถติดมากับนก หนู สัตว์เลี้ยงภายในบ้าน ลมพัดมา และอาจติดมากับเสื้อผ้าของตัวเราเองหลังจากกลับเข้ามาจากการทำงานหรือธุระนอกบ้าน
สำหรับสารก่อภูมิแพ้ของไรฝุ่น มักอยู่ในรูปของมูลและคราบของไรฝุ่นที่มีน้ำหนักเบา สามารถลอยปะปนในอากาศและสูดดมเข้าไปได้ โดยองค์การอนามัยโลกได้กำหนดระดับสารก่อภูมิแพ้ไว้ที่ 2 ไมโครกรัม/ฝุ่น 1 กรัม หรือไรฝุ่น 100 -500 ตัว/ฝุ่น 1 กรัมเป็นระดับมาตรฐานที่สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการหืดหอบในผู้ป่วยภูมิแพ้ได้ ทว่า ในประเทศไทยกลับตรวจพบสารก่อภูมิแพ้เฉลี่ยถึง 11 ไมโครกรัม/ฝุ่น 1 กรัม และในกรุงเทพฯ พบปริมาณของสารก่อภูมิแพ้เฉลี่ย 5 ไมโครกรัม/ฝุ่น 1 กรัม

การที่จะมีไรฝุ่นมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาความสะอาดของผู้ใช้เครื่องนอนและอายุการใช้งานของเครื่องเรือนเป็นหลัก โดยที่นอนหรือฟูกที่ทำจากนุ่นและใยสังเคราะห์ที่มีอายุการใช้งานนานกว่า 6 ปีจะมีความเสี่ยงจากไรฝุ่นจนเกิดโรคภูมิแพ้ได้มากที่สุด เมื่อเทียบกับที่นอนประเภทยางพาราที่ไม่กักเก็บไรฝุ่น
ขณะที่อาหารของไรฝุ่นนั้นต้องถือว่ามีมากเกินพอ เพราะไรฝุ่นจะกินเศษขี้ไคล ขี้รังแค และเศษผิวหนังของคนในบ้านเป็นอาหาร โดยเศษผิวหนังเพียง 1 กรัมก็สามารถเลี้ยงไรฝุ่น 1,000,000 ตัวเป็นเวลาถึง 1 สัปดาห์เต็มๆ แล้ว

ถึงแม้ว่าไรฝุ่นจะมีขนาดเล็ก มองไม่เห็น แต่เราก็มีวิธีป้องกันหรือกำจัดได้เช่นกัน

หลีกเลี่ยงใช้งานเครื่องนอน พรม และเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากเส้นใยซึ่งมีอายุการใช้งานหลายปี เพื่อลดความเสี่ยงที่ต้องสัมผัสกับไรฝุ่นจำนวนมาก หันมาใช้วัสดุที่ทำมาจากยางพารา เช่นที่อนยางพารา หมอนยางพารา
การเลือกใช้ข้าวของเครื่องใช้ที่มีเส้นใยสานกันแน่น พลาสติก หรือเส้นใยไวนิล และไนลอน หรือเคลือบด้วยสารป้องกันไรฝุ่น เพื่อป้องกันไม่ให้ไรฝุ่นเข้ามายุ่มย่ามกับเครื่องนอนภายในบ้าน
การดูดฝุ่นทำความสะอาด ก็เป็นอีกวิธีที่สามารถไล่ไรฝุ่นได้ในระดับหนึ่ง
ซักเครื่องนอนเป็นประจำด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิอย่างน้อย 55 องศาเซลเซียส เพราะเป็นอุณหภูมิที่สามารถฆ่าไรฝุ่นและกำจัดสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นได้ดี โดยการตากแดดยังทำให้ไข่ไรฝุ่นที่ฝังตัวอยู่กับเครื่องนอนฝ่อได้ด้วย
นอกจากวิธีข้างต้นนั้นแล้ว ยังมีพืชที่สามารถช่วยกำจัดไรฝุ่นได้ โดยพืชที่สามารถกำจัดได้คือสารสกัดจากกานพลูและอบเชย ซึ่งสามารถฆ่าตัวไรฝุ่นได้เป็นอย่างดี โดยที่ความเข้มข้นของสารสกัด 1% สามารถฆ่าไรฝุ่นได้ 100% ทั้งวิธีการฉีดโดยตรงและการรม
ด้วยวิธีป้องกันตัวจากไรฝุ่นไม่กี่ข้อเพียงเท่านี้ ก็จะทำให้เราและบุคคลรอบข้างรอดพ้นจากอันตรายของไรฝุ่นได้อย่างไร้กังวล



ป้องกันไรฝุ่น สาเหตุของโรคภูมิแพ้ ด้วยที่นอนยางพารา ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/happygurubaan/videos/1963662717230956/

3
สำหรับบางคนที่ facebook มีปัญหานะครับ ลองแก้ไขตามนี้ดูอาจหายได้ แต่บางท่านอาจจะมาจากสาเหตุอื่น

1. เข้าไปที่ App Smart Manager ของเครื่อง (App นี้จะมาหลังจากอัพเดทเป็นเวอร์ชั่น 5.1.1) และกดไปที่พื้นที่จัดเก็บครับ

2. กดที่ราดละเอียด ตามรูปเลยครับ

3. เลือกที่ไฟล์เบ็ตเตล็ด

4.เลื่อนหา .face และ com.facebook.orca แล้วเลือกทั้งสองอันตามรูปภาพจากนั้น กดลบทิ้งครับ

ลองทดสอบดูครับเพื่อปัญหาจะหายไป

(บางคนนะครับไม่ใช่ทุกคนอาการอาจจะมาจากสาเหตุของการใช้เมมเก็บรูปไว้เป็นจำนวนมากแล้ว ความเร็ว memory card ภายนอกเร็วไม่พอ app จึงโหลดไม่ได้ หรือบางท่านอาจจะมาจาก memory ภายนอกเสื่อมแล้ว ถ้าอยากทดสอบให้ลองใช้แต่เนื้อที่ภายในเครื่องเก็บรูปภาพครับ)

**เว็บบอร์ดเมืองนอกบางคนบอกให้ทดลองปิด syn contact ของใน app facebook ก็หายครับ ไม่ได้หายทุกคนเพราะของแต่ละคนอาจจะมาจากแต่ละสาเหตุไม่เหมือนกัน**



ซ่อมมือถือ และ วิธีแก้ไขเบื้องต้น FACEBOOK เด้ง ค้าง จอดำ ดูเพิ่มเติมได้ที่
[/url]

4
โรคไข้เลือดออกเป็นโรคเฉียบพลัน ยังไม่มียารักษา

อัตราการตายจากโรคไข้เลือดออกของประเทศไทยถือว่าต่ำที่สุดในย่านอาเซียนจากการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ยังคงเป็นโรคที่น่ากังวลและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี เนื่องจากไข้เลือดออกเป็นโรคที่เฉียบพลัน ผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกอาจรุนแรงกระทั่งเสียชีวิตได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน บางรายมีแต่อาการไข้ เพลียในสองวันแรก วันที่ 3-4 อาการเริ่มทรุดหนัก วันที่ 5-6 อาจจะรุนแรงจนกระทั่งเสียชีวิตได้

ปัจจุบันแม้จะมีโครงการวิจัยยาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ขึ้นมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จในด้านยารักษาจำเพาะ ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นต้องทำในวันนี้คือการป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงหรือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่ได้รับการจดทะเบียนใน 16 ประเทศแล้วรวมทั้งในประเทศไทยด้วย โดยมีประสิทธิภาพป้องกันกว่าร้อยละ 65.6 ซึ่งหมายความว่า ในจำนวนคน 100 คนจะช่วยป้องกันโรคได้ 65 คน ส่วนที่อีก 35 คนยังอาจมีการติดเชื้อไข้เลือดออกได้ แต่ความรุนแรงของโรคจะลดลงได้กว่าร้อยละ 90

5 มาตรการป้องกันไข้เลือดออก

ผู้ป่วยต้องสังเกตอาการของตัวเอง แล้วรีบมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยโรคให้เร็ว และทำการรักษาให้เร็วที่สุด

จัดการระบบการเฝ้าระวังไวรัสไข้เลือดออก ซึ่งมีแค่ 4 สายพันธุ์

ทุกหน่วยงานต้องทำการควบคุมยุง ที่บ้านและชุมชนของตนเอง

ถ้ามีวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติ โดยเฉพาะในประเทศที่มีโรคไข้เลือดออกระบาดมาก ควรนำมาใช้ป้องกันโรค

ต้องมีการเก็บข้อมูลและทำวิจัยต่อไปอีก เพื่อให้ทุกอย่างมีการพัฒนาต่อไป

ทั้งนี้ทั้งนั้น สำหรับประชาชนทั่วไป จำไว้ง่ายๆ แค่ 3 ข้อ คือทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ระวังไม่ให้ตัวเองโดนยุงกัด และพบแพทย์ทันทีเมื่อมีไข้ขึ้นสูงมากกว่า 2-3 วัน เท่านี้ก็จะช่วยลดอัตราการป่วย และเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกได้ง่ายๆ แล้วค่ะ



“ไข้เลือดออก” ไม่มีสายพันธุ์ใหม่ แต่ทำไมรุนแรงถึงชีวิต ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.bcithailand.net/

5
ให้ผู้ป่วยพักในที่ที่มีอากาศถ่ายเทดี
ระหว่างที่มีไข้สูงให้เช็ดตัวลดไข้ โดยใช้น้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นบิดพอหมาดๆเช็ดบริเวณหน้า ลำตัว แขนขา ไข้และพักบริเวณรักแร้ แผ่นอก แผ่นหลัง ขาหนีบสลับกันไปมา ทำติดต่อกันอย่างน้อย 15 นาที ระหว่างเช็ดตัวหากมีอาการหนาวสั่นก็หยุดและห่มผ้าบางๆ ในเด็กเล็กเมื่อไข้สูงมากอาจจะเกิดอาการชักได้ โดยเฉพาะคนที่เคยมีประวัติชักตั้งแต่เด็ก

ให้รับประทานยาพาราเซตามอลลดไข้ ควรจะให้แต่ละครั้งไม่ควรน้อยกว่า 4 ชั่วโมง ห้ามให้ยาลดไข้อื่น เช่นแอสไพริน ยาซองลดไข้ทุกชนิด ยาหัวสิงห์ ยาไอบรูเฤน เพราะอาจจะทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้แอสไพรินยังทำให้เกิดโรค Reye syndrome ควรให้ยาลดไข้เฉพาะเมื่อเวลาไข้สูงเท่านั้นโดยให้ไข้ต่ำกว่า 39 องศา การให้ยาลดไข้มากไปอาจจะมีพิษต่อตับ การดื่มน้ำเกลือแร่อย่างเพียงพอก็ช่วยให้ไข้ต่ำลงได้บ้าง

ห้ามฉีดยาเข้ากล้าม
อาหารควรจะเป็นอาหารอ่อน ยอยง่าย ถ้าเบื่ออาหารหรือรับประทานได้น้อย แนะนำดื่มนม น้ำผลไม้ หรือน้ำเกลือแร่ ถ้าอาเจียนแนะนำให้ดื่มน้ำเกลือแร่ครั้งละน้อยๆแต่บ่อยๆ ควรงดรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีสีดำหรือแดง

ควรจะหลีกเลี่ยงยาอื่นโดยไม่จำเป็น
ถ้าอาเจียนมากอาจจะพิจารณาให้ยา domperidone แบ่งให้ 3 เวลาควรให้ช่วงสั้น
หากผู้ป่วยใช้ยากันชักก็ให้ใช้ต่อ
steroidไม่ควรให้

ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ
จะต้องติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้ตรวจพบ และป้องกันภาวะช็อคได้ทันเวลา ช็อคมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับเวลาที่ไข้ลง ประมาณตั้งแต่วันที่ 3 ของการป่วย เมื่อผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล
มีอาการเลวลงเมื่อไข้ลง มีเลือดออก เช่นเลือดกำเดา อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด
อาเจียนมากตลอดเวลา




การดูแลผู้ป่วย ไข้เลือดออก ในระยะไข้สูง ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.bcithailand.net/

6
ลักษณะของน้ำเสียทางชีวภาพ
ลักษณะของทางชีวภาพ ดังต่อไปนี้สามารถชี้วัดถึงคุณภาพน้ำได้ว่าเป็นน้ำเสียหรือไม่

1. แบคทีเรีย (Bacteria) คือ จุลินทรีย์เซลล์เดียว มีขนาดเล็ก ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แบคทีเรียแบ่งตามแหล่งคาร์บอนที่ได้มาเพื่อการเจริญเติบโตได้ 2 ชนิดคือ (1.) ออโทโทรฟิกแบคทีเรีย (Autotrophic Bacteria หรือ Autotroph) เป็นแบคที่เรียที่สร้างอาหารได้เอง โดยได้คาร์บอนจากคาร์บอนไดออกไซด์ และได้พลังงานจากแสงอาทิตย์ หรือการออกซิเดชันของสารอินทรีย์ (2.) เฮเทอโรโทรฟิกแบคทีเรีย (Heterotrophic Bacteria หรือ Heterotroph) เป็นแบคทีเรียที่ไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง โดยได้คาร์บอนจากสารอินทรีย์ และได้พลังงานจากแสงอาทิตย์ หรือการออกซิเดชันของสารอินทรีย์ แบคทีเรีย เป็นผู้ย่อยสลายในแหล่งน้ำ แบ่งตามช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตได้ ดังนี้ 3 ชนิด คือ (1.) ไซโครไฟล์ (Psychriphile) อุณหภูมิที่เหมาะสม คือ 12-18 องศาเซลเซียส (2.) เมโซไฟล์ (Mesophile) อุณหภูมิที่เหมาะสม คือ 25-40 องศาเซลเซียส และ (3.)เทอร์โมไฟล์ (Thermophile) อุณหภูมิที่เหมาะสม คือ 55-65 องศาเซลเซียส นอกจากนี้แบคทีเรียเมื่อแบ่งตามความต้องการออกซิเจน แบ่งได้ 3 ชนิดคือ (1.) แอโรบิกแบคทีเรีย (Aerobic Bacteria) คือ แบคทีเรียที่ใช้ออกซิเจนอิสระเป็นองค์ประกอบในการเจริญเติบโต (2.)แอนแอโรบิกแบคทีเรีย (Anaerobic Bacteria) คือ แบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจนอิสระเป็นองค์ประกอบในการเจริญเติบโต และ (3.) แฟคัลเททีฟแบคทีเรีย (Facultative Bacteria) คือ แบคทีเรียที่สามารถเจริญได้ทั้งในสภาพที่มี และไม่มีออกซิเจนอิสระ

2. รา (Fungi) เป็นจุลินทรีย์ที่มีหลายเซลล์ ไม่มีคลอโรฟิลล์ ราอาศัยอยู่ได้โดยไม่สามารถสังเคราะห์แสงเองได้ รับอาหารจากสิ่งที่ตายแล้ว รามีความสำคัญในการย่อยสลายพวกคาร์บอนที่มีค่า pH ต่ำ (ที่เหมาะสมคือ 5.6) สารมารถย่อนสลายสารที่มีโครงสร้างซับซ้อนได้ดีกว่าแบคทีเรีย รามีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายเซลลูโลส หรือสารคาร์โบไฮเดรตได้ดี รามีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายสารอินทรีย์ในระบบบำบัดน้ำเสียบางระบบ เช่น ระบบโปรยกรอง

3. สาหร่าย (Algae) เป็นจุลินทรีย์ ที่มีทั้งเซลเดียวและหลายเซล มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ผลิต มีคลอโรฟิลล์ สามารถสังเคราะห์แสงเองได้ เช่น สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน และมีความสำคัญในการบำบัดน้ำเสียด้วยระบบ stabilization pond ซึ่งต้องมีออกซิเจนในบ่อน้ำ

4. โปรโตซัว (Protozoa) เป็นจุลินทรีย์เซลล์เดียว ไม่มีผนังเซล มีขนาดใหญ่กว่าแบคทีเรีย อาศัยเจริญเติบโตได้ที่ไม่มีออกซิเจน หรือสภาวะทั้งที่มีและไม่มีออกซิเจน (facultatively anaerobic) เป็นผู้บริโภค โดยการกินแบคทีเรีย สารอินทรีย์ และจุลินทรีย์อื่น ๆ

5. โรติเฟอร์ เป็นสัตว์หลายเซลล์ อาศัยอยู่ในสภาวะที่มีออกซิเจนอิสระ ใช้สารอินทรีย์เป็นแหล่งคาร์บอน มีประสิทธิภาพสูงในการกินแบคทีเรีย ถ้าพบโรติเฟอร์ในระบบบำบัดน้ำเสียที่ใช้ออกซิเจน แสดงว่าระบบบำบัดน้ำเสียนั้นมีประสิทธิภาพดี

6. ไวรัส (Virus) เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็ก เป็นกลุ่มของจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งมักเป็นโรคที่เกิดในระบบทางเดินอาหาร ไวรัส สามารถทำลายเซลล์ของแบคทีเรียได้

แหล่งกำเนิดมลพิษทางน้ำ
แหล่งกำเนิดมลพิษทางน้ำแบ่งได้หลัก ๆ ดังนี้

1. น้ำเสียจากชุมชน( domestic wastewaters) หมายถึง น้ำที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ และระบายน้ำทิ้งลงสู่ท่อระบายน้ำ แหล่งรองรับน้ำเสีย หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยไม่ได้ผ่านการบำบัดมาก่อน ได้แก่ บ้านพักอาศัย ภัตตาคาร โรงแรม สถานที่ทำงาน ย่านการค้า ตลาด เป็นต้น องค์ประกอบของน้ำเสียชุมชน เช่น ของแข็งทั้งหมด ของแข็งแขวนลอย ของแข็งจมตัวได้ บีโอดี ซีโอดี ไนโตรเจนในรูปสารอินทรีย์ไนโตรเจน และแอมโมเนีย สารฟอสฟอรัสในรูปของสารอินทรีย์และฟอสเฟต น้ำมันและไขมัน โคลีฟอร์มทั้งหมด และฟีคัลโคลีฟอร์ม

2. น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ( industrial wastewater)ได้แก่ น้ำเสียจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม น้ำเสียจากการล้างเครื่องจักร การล้างสถานประกอบการ เป็นต้น

3. น้ำเสียจากการเกษตรกรรม(agriculture wastewaters) ได้แก่ น้ำจากการเพาะปลูก น้ำทิ้งจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ น้ำจากบ่อกุ้งบ่อปลา เป็นน้ำทิ้งที่ปนเปื้อนด้วยสารเคมีทางการเกษตร ปุ๋ยรูปแบบต่าง ๆ เป็น


ลักษณะของน้ำเสียทางเคมี น้ำเน่าเสีย ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bciworld.net/

7
เราสามารถค้นหาคำถามเป็น "สามารถกู้คืนลบข้อมูลและไฟล์จาก 4 หมายเหตุของฉันซัมซุง?" "ฉันสามารถคืนค่าของฉันติดต่อซัมซุงกาแล็กซี่ ข้อความ ภาพถ่าย วิดีโอ และอื่น ๆ ได้โดยตรง?" บนอินเทอร์เน็ต เป็นไฟล์ที่ถูกลบยังคงเหมือนเดิมจนกว่าที่ข้อมูลจะไม่ถูกเขียนทับ โดยข้อมูลใหม่ เราให้ คำตอบคือ ใช่ ถ้าคุณหยุดใช้อุปกรณ์ของคุณทันทีหลังจากสูญเสียแฟ้ม แฟ้มยังคงสามารถกู้คืน ด้วยความช่วยเหลือของซอฟต์แวร์การกู้คืนข้อมูล android

กู้คืนข้อมูล androidเป็นโปรแกรมครบวงจรซึ่งสามารถใช้เพื่อกู้ติดต่อ ข้อความ ภาพถ่าย และวิดีโอจากทุกชนิดของอุปกรณ์ซัมซุงซัมซุงโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ซัมซุงหมายเหตุ 4, S6 กาแล็กซี่ กาแล็กซี่ S5, Samsung Captivate, Infuse ซัมซุง Galaxy Nexus มหากาพย์ซัมซุง 4 กรัม สัมผัส ซัมซุงแกแล็คซี่เอส ซัมซุงกาแล็กซี่หมายเหตุและ
ดาวน์โหลดรุ่นทดลองใช้ฟรีซอฟต์แวร์กู้คืน Android นี้ตอนนี้:


โปรแกรมนี้ช่วยให้คุณสามารถกู้คืนข้อมูลที่สูญหายซัมซุงใน 4 ขั้นตอน:
วิธีการดึงไฟล์ที่หายไปจากอุปกรณ์ซัมซุงกาแล็กซี่
ขั้นตอนที่ 1 หยุดการอัพเดหายแฟ้มบน Android ของซัมซุง
เมื่อสูญเสียข้อมูลของคุณ Android จำไว้ว่า ไม่ต้องมีโทรศัพท์ Android ของคุณ หรือปรับปรุงอะไร มิฉะนั้น จะถูกเขียนทับแฟ้มสำรองข้อมูลของคุณ และสิ่งที่คุณลบโดยไม่ตั้งใจสามารถไม่สามารถดึงข้อมูลกลับอีกต่อไป

ขั้นตอนที่ 2 เชื่อมต่ออุปกรณ์ซัมซุงของคุณไปยังคอมพิวเตอร์
หลังจากที่คุณติดตั้งและ luanching กู้ซัมซุงบนคอมพิวเตอร์ คุณจะเห็นหน้าต่างหลักด้านล่าง จากนั้น กรุณาเชื่อมต่อโทรศัพท์ของซัมซุงกับคอมพิวเตอร์ผ่าน USB


ขั้นตอนที่ 3 USB เปิดใช้งานการดีบักบนอุปกรณ์ของซัมซุง
ถ้าอุปกรณ์ของซัมซุงไม่ได้ตรวจพบ โดยโปรแกรม คุณต้องเปิดใช้งานการดีบัก USB บนโทรศัพท์ของคุณ ตรวจสอบว่า Android OS มีซัมซุงของคุณ และเลือกวิธีที่จะเปิดตามด้านล่างขั้นตอนการตรวจแก้จุดบกพร่อง USB:

1) สำหรับAndroid 4.2 หรือใหม่กว่า: ป้อน "ตั้งค่า" > คลิก "เกี่ยวกับโทรศัพท์" >เคาะ "สร้างจำนวน" หลายครั้งจนกระทั่งการบันทึก "คุณอยู่ภายใต้โหมดนักพัฒนา" >กลับไป "ตั้งค่า" >คลิก "ตัวเลือกสำหรับนักพัฒนา" >กาเครื่องหมาย "การดีบัก USB"
2) สำหรับAndroid 3.0 ไป 4.1: ป้อน "ตั้งค่า" >คลิก "ตัวเลือกสำหรับนักพัฒนา" >กาเครื่องหมาย "การดีบัก USB"
3) สำหรับAndroid 2.3 หรือรุ่นก่อนหน้า: "ตั้งค่า" >คลิก "ใบสมัคร" >คลิก "พัฒนา" >เครื่องป้อน "การดีบัก USB"


ชนิดต่าง ๆ ของแฟ้ม Android สามารถเลือกที่จะสแกน ก็จะ มีข้อสงสัย ประหยัดเวลาของคุณได้ ถ้าคุณสูญเสียข้อมูลซัมซุงเกือบทุกชนิด คุณสามารถขีด "เลือกทั้งหมด" เพื่อให้ข้อมูลกาแล็กซี่ทั้งหมดของคุณสแกน



ขั้นตอนที่ 4 อนุญาตให้สแกน และวิเคราะห์ซัมซุง
หลังจากตรวจพบอุปกรณ์ของคุณ โดยโปรแกรม คุณจะได้หน้าต่างดังต่อไปนี้บนอุปกรณ์ของคุณ เคาะ "อนุญาต" ให้โปรแกรมการสแกนอุปกรณ์ของคุณสำหรับข้อมูลที่สูญหาย


หมายเหตุ: ก่อนที่จะเริ่ม โปรดให้แน่ใจว่า แบตเตอรี่โทรศัพท์ของคุณ มากกว่า 20% คิด

ขั้นตอนที่ 5 ตัวอย่างและการกู้คืนการสูญเสียข้อมูลจากซัมซุงกาแล็กซี่
หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการสแกน รายการกู้คืนไฟล์ที่พบจาก Samung ของคุณจะถูกแสดง นอกจากนี้ จะมีหน้าต่างแสดงตัวอย่างของแฟ้มที่คุณสามารถดูตัวอย่างติดต่อ SMS และภาพถ่ายจากซัมซุงอุปกรณ์ Marck ที่คุณต้อง และคลิก "กู้คืน" คุณสามารถเลือกบันทึกบนคอมพิวเตอร์ของคุณ




ซ่อมมือถือ การกู้คืนข้อมูลที่ถูกลบจากซัมซุง ดูเพิ่มเติมได้ที่
t=5s[/url]

8
วิธีการใช้จุลินทรีย์กำจัดกลิ่นเน่าเหม็น ของเสีย กลิ่นเหม็น กลิ่นคาว กลิ่นสาบ ฯลฯ จากสิ่งปฏิกูลต่างๆ

1 ) กลิ่นเหม็นจากมูลสัตว์ กลิ่นปัสสาวะจากฟาร์มสัตว์เลี้ยง เช่น ฟาร์มสุนัข ฟาร์มสุกร ฟาร์มโคกระบือ ฯลฯ โดยเฉพาะฟาร์มสัตว์เลี้ยง เช่น ฟาร์มสุกร จะส่งกลิ่นเหม็นแรงมาก ดังนั้นการใช้จุลินทรีย์ต้องใช้ปริมาณให้ถึงเพื่อดับกลิ่นเน่าเหม็นเหล่านี้ให้หมดจด

วิธีการ : การใช้ในครั้งแรก นำ จุลินทรีย์สดแบบเพียวๆโดยไม่ผสมน้ำ เทลงในบัวรดน้ำ ( บัวรดน้ำต้นไม้ ) หรือถังสำหรับฉีดพ่นต่างๆ แต่ต้องล้างให้สะอาดก่อน ระวังอย่าให้มีสารเคมีตกค้าง ( เพราะจะไปทำลายจุลินทรีย์ ) หลังจากนั้นก็นำไปรดหรือฉีดพ่นลงบนพื้นที่มีมูลสัตว์หรือบริเวณที่มีกลิ่นเน่าเหม็น กรณีที่มูลสัตว์เพิ่มขึ้นทุกๆวันหรือมีสิ่งปฏิกูลเพิ่มขึ้นทุกวันในปริมาณที่มากก็ควรใช้รดทุกวัน แต่ถ้าปริมาณสิ่งปฏิกูลและกลิ่นมีไม่มาก ใช้รด 3-4 วันหรืออาทิตย์ละครั้งก็ได้ แล้วแต่ปัญหาของแต่ละท่าน
การใช้ในครั้งที่สองและครั้งต่อๆไป ให้นำจุลินทรีย์ผสมกับน้ำ อัตราส่วน 1 : 1 ( กรณีต้องการเข้มข้นสูง ) หรือ 1 : 5 หรือ 1 : 10 , 20 , 30 ……… ตามความต้องการ ถ้ากลิ่นแรงก็อาจใช้ความเข้มข้นสูง 1 : 1 หรือ 1 : 5 เป็นต้น ถ้ากลิ่นไม่แรงมากนักก็อาจใช้ความเข้มข้นน้อยลง 1 : 50 หรือ 1 : 100 ก็ได้ การใช้จุลินทรีย์ใช้บ่อยได้ตามความต้องการ ไม่มีอันตรายใดๆต่อพืชและสัตว์ ช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น

2 ) กลิ่นเหม็นจากบ่อเกรอะ ส้วม ห้องน้ำ ตามบ้านที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนี่ยม โรงพยาบาล โรงแรม ฯลฯ

ใช้จุลินทรีย์สดไม่ผสมน้ำเทลงในบ่อเกรอะ / โถส้วม / ท่อน้ำทิ้ง โดยใช้จุลินทรีย์ 1 ลิตรต่อสิ่งปฏิกูลขนาด 1คิว กรณีคอนโดมิเนี่ยม โรงแรม โรงพยาบาล ซึ่งมีปริมาณสิ่งสกปรกมากอาจใช้ความเข้มข้นเพิ่มขึ้น กรณีของเสียส่งกลิ่นเหม็นแรงให้ใช้จุลินทรีย์ 2-3 ลิตรต่อปริมาตรน้ำเสีย 1 คิว ใช้บ่อยได้ตามความต้องการ

3 ) กลิ่นเหม็นจากตลาดสด ร้านอาหาร ซึ่งตลาดสดและร้านอาหารจะมีเศษพืชผักและไขมันสัตว์ทับถมกันเกิดการเน่าเสียทำให้ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ การใช้จุลินทรีย์กำจัดกลิ่นเหล่านี้ รดหรือราดสดไม่ผสมน้ำลงในบ่อหรือหลุมที่รวมเศษอาหารหรือตะแกงดักไขมันหรือบริเวนที่ส่งกลิ่นเน่าเหม็น การใช้จุลินทรีย์กับท่อที่ไขมันอุดตันก็ทำเช่นเดียวกัน โดยการเทราดลงในท่อที่อุดตันแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้จุลินทรีย์ย่อยสลายไขมันตามธรรมชาติ ข้อควรระวังคือห้ามใช้จุลินทรีย์ร่วมกับสารเคมีเด็ดขาด



วิธีการกำจัดกลิ่นเหม็นจาก น้ำเน่าเสีย ด้วยจุลินทรีย์ ดับกลิ่นเหม็น / ดับกลิ่นเน่าเหม็น เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ https://www.bciworld.net/

9
ชักโครกเต็ม ส้วมตัน ท่อตัน หนึ่งในปัญหาน่าเบื่อ แต่เมื่อไหร่ที่เจอก็ต้องแก้ไขกันไป ซึ่งตามจริง ปัญหาส้วมตัน ท่อตัน นี้เกิดจากการใช้งานของมนุษย์เราเองนี่ล่ะค่ะ ที่มักทิ้งขยะที่ย่อยสลายได้ยาก อย่าง ทิชชู่ ผ้าอนามัย เส้นผม ฯลฯ

ลงไปทำให้อุดตันอยู่ภายในท่อ ขัดขวางการระบาย…เลยเกิดภาวะน้ำรอการระบายอยู่เต็มคอห่าน ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดหากปรับวิธีการใช้งานให้ถูกต้องเหมาะสมนะคะ แต่หากเกิดปัญหาตันขึ้นมาแล้วจะทำยังไง ไม่ยากๆ ลอง 5 วิธีแก้ปัญหาส้วมตัน ท่อตัน ด้วยตัวเองที่เรามาบอกต่อในวันนี้กันค่ะ

1. ลูกยางปั๊ม

เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดค่ะ สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายวัสดุบ้าน หรือ ตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป แต่…ออกจะเลอะตัวอยู่สักหน่อยนะคะ แหะๆๆ วิธีแก้ส้วมตัน ท่อตันก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่สวมหัวลูกยางลงในคอห่าน หรือ ท่อ จากนั้นออกแรงกดปั๊มเป็นจังหวะ เพื่อให้แรงอัดของลูกยางช่วยดันสิ่งอุดตันให้ไหลออกไป

2. โซดาไฟ (โซเดียมไฮดรอกไซด์)

โซดาไฟ เป็นสารเคมีมีฤทธิ์เป็นกรด ก่อนใช้ควรเตรียมตัวให้พร้อมด้วยสวมผ้าปิดปาก แว่นตา และ ถุงมือยางนะคะ นำโซดาไฟมาละลายกับน้ำอุ่น แล้วราดลงในส้วมหรือท่อที่ตัน ปล่อยทิ้งไว้สักครู่ ให้โซดาไฟทำปฏิกิริยาสัก 1 – 2 ชั่วโมง จากนั้นให้ราดน้ำร้อน หรือ น้ำอุณหภูมิปกติ ก็ได้ (แต่น้ำร้อนจะช่วยล้างไม่ให้โซดาไฟจับกันเป็นก้อนอันจะสร้างปัญหาอุดตันตามมาได้) หรือ กดชักโครกซ้ำอีกครั้งค่ะ

3. น้ำยาล้างท่ออุดตัน (ก่อนใช้ควรเตรียมตัวให้พร้อมด้วยสวมผ้าปิดปาก แว่นตา และ ถุงมือยางนะคะ เพราะมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง)
เทน้ำยาล้างท่อครึ่งขวดลงไปในท่อหรือคอห่านที่อุดตัน ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นจึงเทอีกครึ่งขวดตามลงไป ทิ้งไว้ประมาณ 20 – 30 นาที แล้วจึงราดน้ำตาม



วิธีแก้ปัญหา ส้วมตัน ส้วมเต็ม ด้วยตัวเอง ไม่ต้องง้อช่าง เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ https://www.bciworld.net/

10
ไข้เลือดออก

อาการของ ไข้เลือดออก

อาการของ ไข้เลือดออก ไม่จำเพาะอาการมีได้หลายอย่าง ในเด็กอาจจะมีเพียงอาการไข้และผื่น ในผู้ใหญ่ที่เป็น ไข้เลือดออก อาจจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ หากไม่คิดว่าเป็น โรค ไข้เลือดออก อาจจะทำให้การรักษาช้า ผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิต ทั้งนี้ลักษณะที่สำคัญของ ไข้เลือดออก มีอาการสำคัญ 4 ประการคือ

1. ไข้สูงลอย : ไข้ 39-40 องศาเซลเซียส มักมีหน้าแดง โดยมากไม่ค่อยมีอาการน้ำมูกไหลหรือไอ เด็กโตอาจมีอาการปวดเมื่อยตามตัว และปวดศีรษะ อาการไข้สูงมักมีระยะ 4-5 วัน

2. อาการเลือดออก : เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในกระเพาะ โดยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ มีจุดเลือดออกตามตัว

3. ตับโต

4. ความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด หรือช็อก : มักจะเกิดช่วงไข้จะลด โดยผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รอบปากเขียว อาจมีอาการปวดท้องมาก ก่อนจะมีอาการช็อก ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ

ตับอักเสบจากไข้เลือดออก อีกหนึ่งอาการที่ต้องระวัง

อาการตับอักเสบอย่างรุนแรง สามารถพบได้ในผู้ป่วยไข้เลือดออกเช่นกัน โดยจะเกิดขึ้นกรณีที่เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายตับ หรือเกิดจากการที่ตับถูกทำลายเพราะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้นหากมีอาการไข้เลือดออกแล้วก็ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดหากเกิดอาการตับอักเสบจะได้ทำการรักษาได้ทันท่วงที

ลักษณะตุ่มไข้เลือดออก

ตุ่มโรคไข้เลือดออกจะคล้ายกับตุ่มยุงกัดทั่วตัว และใกล้เคียงกับผื่นจากโรคหัด แต่จะสังเกตได้ว่า ถ้าเป็นไข้เลือดออกจะไม่มีอาการไอหรือน้ำมูกไหล และจุดเลือดออกของโรคไข้เลือดออกจะไม่รู้สึกสากมือเหมือนโรคหัด และเวลากดดึงผิวหนังให้ตึงจะไม่จางหายไปเหมือนจุดถูกยุงกัดธรรมดา ซึ่งถ้ามีอาการตามนี้ร่วมกับมีไข้สูงตลอดเวลา ควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยด่วน

ไข้เลือดออกมีกี่ระยะ

ระยะฟักตัวของไข้เลือดออกจะอยู่ในช่วง 3-5 วัน และอาการไข้เลือดออกสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 ระยะไข้สูง

ผู้ป่วยจะมีไข้สูงฉับพลัน ไข้จะสูงค้างอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา โดยที่กินยาลดไข้ก็ยังบรรเทาไข้ไม่ได้ ร่วมกับอาการหน้าแดง ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร และบางรายมีอาการอาเจียนเป็นพัก ๆ หรืออาจมีอาการท้องผูกหรือถ่ายเหลว และบางคนอาจมีอาการเจ็บคอ ไอเล็กน้อย ทว่าในระยะ 3 วันที่ป่วยตุ่มอาจยังไม่ขึ้นให้เห็นชัด ๆ

ระยะที่ 2 ระยะช็อกและมีเลือดออก

อาการนี้จะพบในช่วงระหว่างวันที่ 3-7 ของการป่วย และมักจะเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ป่วยจากเชื้อเด็งกีที่มีความรุนแรงขั้นที่ 3 และ 4 ซึ่งระยะนี้ถือเป็นช่วงวิกฤตของโรค อาการไข้ของผู้ป่วยจะเริ่มลดลง แต่กลับอาเจียน ปวดท้องบ่อยขึ้น ซึมมากขึ้น ตัวเย็น มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย เหงื่อแตก ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นแผ่วแต่เร็ว และความดันต่ำ ซึ่งเป็นภาวะช็อก และหากไม่ได้รับการรักษาภายใน 1-2 วัน อาจทำให้เสียชีวิตได้




โรค ไข้เลือดออก ทางที่ดีที่จะป้องกันโรคไข้เลือดออกในเบื้องต้น เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ https://www.bciworld.net/

11
การขจัดสิ่งอุดตัน

1.ปิดจุกก๊อกอุดท่อเพื่อปล่อยให้ส่วนผสมทำปฏิกิริยา. ใช้จุกก๊อกอุดอ่างน้ำเพื่อปิดท่อระบาย หรือนำผ้าชุบน้ำร้อนมาปิดไว้ โดยให้ปิดไว้เป็นเวลา 30 นาที ในระหว่างนี้ ฟองที่เกิดขึ้นจะทำปฏิกิริยาสลายสิ่งที่อุดตันอยู่

2.ดูดท่อระบายน้ำ. ใช้ที่ดูดท่อน้ำทิ้งขนาดเล็กพอเหมาะกับซิงค์ของคุณเพื่อดูดให้วัตถุที่อุดตันอยู่เคลื่อนตัว โดยปั๊มที่ดูดลงไปจนติดแน่น จากนั้นจึงดึงส่วนฐานที่เป็นยางของที่ดูดขึ้นและลงสลับกัน
การดูดท่อจะได้ประสิทธิภาพมากที่สุดหากเทน้ำลงไปในอ่างหรือซิงค์ เพราะแรงดันที่เพิ่มขึ้นจากน้ำจะช่วยเสริมแรงในการดันสิ่งอุดตัน

3.ใช้ไม้แขวนเสื้อเกี่ยวสิ่งอุดตันขึ้นมา. หากท่อระบายน้ำมีผมอุดตันอยู่ ให้นำไม้แขวนเสื้อโลหะมาบิดจนได้ก้านโลหะยาวๆ ที่มีตะขอเกี่ยวตรงส่วนปลาย ค่อยๆ หย่อนตะขอเกี่ยวลงไปในท่อ คว้านให้ทั่วและพยายามเกี่ยวสิ่งอุดตัน จากนั้นจึงค่อยๆ ดึงตะขอขึ้นมาเมื่อคุณสามารถเกี่ยวสิ่งอุดตันได้แล้ว
ระวังอย่าให้ตะขอเหล็กขีดข่วนซิงค์หรืออ่างของคุณจนเป็นรอย และต้องระวังในขณะที่พยายามบิดไม้แขวนเสื้อ เพราะเหล็กอาจมีคม

4.ใช้งูเหล็ก. งูเหล็กมีลักษณะเหมือนเชือกโลหะยาวๆ คุณต้องใช้ความระมัดระวังในการหย่อนงูเหล็กลงไปในท่อระบายน้ำ เมื่องูเหล็กติดท่อแล้ว ให้คุณหมุนสายเชือก เพื่อให้งูเหล็กเกาะเกี่ยวสิ่งที่อุดตันอยู่ เมื่อคุณค่อยๆ ดึงงูเหล็กกลับขึ้นมา คุณจะเห็นสิ่งอุดตันติดขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ใช้น้ำล้างออก แล้วหย่อนงูเหล็กลงไปอีกครั้ง
คุณควรสวมถุงมือ เพราะงูเหล็กอาจมีคม และควรเตรียมผ้าขนหนูเก่าๆ และถังไว้ให้พร้อมเพื่อจัดการกับเศษสิ่งอุดตันที่นำขึ้นมา

ล้างท่อระบายน้ำ

1.ล้างท่อระบายน้ำด้วยน้ำร้อน. ต้มน้ำอย่างน้อย 6 ถ้วยตวง หรือต้มหลายๆ กา จากนั้นเปิดจุกก๊อกอุดอ่างน้ำ แล้วค่อยๆ เทนำร้อนลงไป
หากท่อน้ำของคุณเป็นพลาสติก ให้ใช้น้ำที่ร้อนมากๆ เท่านั้น และหลีกเลี่ยงการเทน้ำที่กำลังเดือดลงไปในท่อระบาย[4]

2.ทำซ้ำเช่นเดิม. หากน้ำยังระบายออกช้า ให้ทำตามขั้นตอนด้านบนอีกครั้ง จนกระทั่งท่อระบายน้ำไม่มีสิ่งอุดตันหลงเหลืออยู่
หากสิ่งอุดตันหลุดออกยาก อาจเป็นเพราะมีก้อนผมติดอยู่ในท่อ และอาจต้องใช้มือเพื่อนำสิ่งอุดตันออก หรือเรียกใช้บริการซ่อมประปา โดยเฉพาะหากน้ำไม่ระบายออกเลย

3.ใช้ประโยชน์จากแรงโน้มถ่วงและแรงดันเพื่อล้างท่อระบายน้ำ. วิธีการนี้จะได้ผลดีที่สุดกับอ่างอาบน้ำที่อุดตัน เพราะคุณสามารถใส่น้ำปริมาณมากลงไปในอ่าง โดยให้คุณเทน้ำร้อนลงไปในอ่างจนเต็ม จากนั้นเปิดจุกก๊อกอุดอ่างน้ำ แล้วปล่อยให้แรงดันจากน้ำทั้งหมดช่วยดันสิ่งอุดตันออกไป





กำจัดไขมัน ทำสะอาดท่อน้ำที่ตันได้โดยใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วในบ้านของคุณ เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ http://www.bcithailand.net/

12
เตรียมส่วนผสมสำหรับลอกท่อ

1.ระบายน้ำออกจากซิงค์หรืออ่างอาบน้ำ. ขั้นตอนนี้อาจใช้เวลานานหากน้ำในอ่างระบายออกช้ามาก แต่การระบายน้ำออกก่อนจะช่วยให้ส่วนผสมที่คุณเตรียมไว้สามารถจัดการกับสิ่งอุดตันได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

2.เตรียมอุปกรณ์ทำครัว/ทำความสะอาดที่จะใช้ให้พร้อม. คุณมีหลายทางเลือกในการทำน้ำยาขจัดสิ่งอุดตันสำหรับใช้เอง โดยส่วนใหญ่เราจะใช้น้ำส้มสายชูและสารอีกชนิดที่จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีเมื่อผสมเข้าด้วยกัน ลองค้นดูว่าคุณมีสารตั้งต้นสำหรับขจัดสิ่งอุดตันเหล่านี้อยู่แล้วหรือไม่:
น้ำส้มสายชู (น้ำสัมสายชูกลั่นขาวหรือน้ําส้มสายชูที่หมักจากแอปเปิ้ลสามารถใช้ได้ผลดี)
น้ำมะนาวมีความเป็นกรดเหมือนน้ำส้มสายชู แต่มีกลิ่นหอมสดชื่นกว่า น้ำมะนาวจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนำมาใช้ขจัดสิ่งอุดตันใน

อ่างล้างจาน
เบคกิ้งโซดาเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ทำความสะอาดอเนกประสงค์ที่มีการนำมาใช้บ่อย
เกลือจะช่วยกัดกร่อนสิ่งอุดตัน
บอแรกซ์เป็นอุปกรณ์ทำความสะอาดอเนกประสงค์ที่มีการนำมาใช้บ่อย

3.เทน้ำส้มสายชูและสารลอกท่ออื่นๆ ลงไปในท่อระบายน้ำ. โดยไม่จำเป็นต้องผสมเข้าด้วยกันก่อนเทลงไป เพราะส่วนผสมที่เทลงไปจะเกิดฟองได้เองเมื่อทำปฏิกิริยาทางเคมีกัน

การใช้น้ำส้มสายชูร่วมกับเบคกิ้งโซดา: ใช้เบคกิ้งโซดา 1/2 ถ้วยตวง และน้ำส้มสายชูกลั่นขาว 1/2 ถ้วยตวง
การใช้น้ำมะนาวร่วมกับเบคกิ้งโซดา: ใช้เบคกิ้งโซดา 1 ถ้วยตวง และน้ำมะนาว 1 ถ้วยตวง
การใช้เกลือร่วมกับบอแรกซ์และน้ำส้มสายชู: ใช้บอแรกซ์ 1/4 ถ้วยตวง, เกลือ 1/4 ถ้วยตวง และน้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วยตวง

การขจัดสิ่งอุดตัน

1.ปิดจุกก๊อกอุดท่อเพื่อปล่อยให้ส่วนผสมทำปฏิกิริยา. ใช้จุกก๊อกอุดอ่างน้ำเพื่อปิดท่อระบาย หรือนำผ้าชุบน้ำร้อนมาปิดไว้ โดยให้ปิดไว้เป็นเวลา 30 นาที ในระหว่างนี้ ฟองที่เกิดขึ้นจะทำปฏิกิริยาสลายสิ่งที่อุดตันอยู่

2.ดูดท่อระบายน้ำ. ใช้ที่ดูดท่อน้ำทิ้งขนาดเล็กพอเหมาะกับซิงค์ของคุณเพื่อดูดให้วัตถุที่อุดตันอยู่เคลื่อนตัว โดยปั๊มที่ดูดลงไปจนติดแน่น จากนั้นจึงดึงส่วนฐานที่เป็นยางของที่ดูดขึ้นและลงสลับกัน
การดูดท่อจะได้ประสิทธิภาพมากที่สุดหากเทน้ำลงไปในอ่างหรือซิงค์ เพราะแรงดันที่เพิ่มขึ้นจากน้ำจะช่วยเสริมแรงในการดันสิ่งอุดตัน

3.ใช้ไม้แขวนเสื้อเกี่ยวสิ่งอุดตันขึ้นมา. หากท่อระบายน้ำมีผมอุดตันอยู่ ให้นำไม้แขวนเสื้อโลหะมาบิดจนได้ก้านโลหะยาวๆ ที่มีตะขอเกี่ยวตรงส่วนปลาย ค่อยๆ หย่อนตะขอเกี่ยวลงไปในท่อ คว้านให้ทั่วและพยายามเกี่ยวสิ่งอุดตัน จากนั้นจึงค่อยๆ ดึงตะขอขึ้นมาเมื่อคุณสามารถเกี่ยวสิ่งอุดตันได้แล้ว
ระวังอย่าให้ตะขอเหล็กขีดข่วนซิงค์หรืออ่างของคุณจนเป็นรอย และต้องระวังในขณะที่พยายามบิดไม้แขวนเสื้อ เพราะเหล็กอาจมีคม





วิธีการ กำจัดไขมัน แก้ปัญหาท่อระบายน้ำอุดตัน  เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่https://www.bciworld.net/

13
คุณสมบัติของไบโอกรีส
เป็นสายพันธ์จุลินทรีย์คัดเลือกที่มีประโยชน์เด่นในด้านการ แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้อยู่ในรูปเซลแห้งมีชีวิต “นำไปผสมน้ำได้ทันที ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นเหม็น สัมผัสได้”
เป็นกลุ่มสายพันธ์ที่ดี ไม่ก่อโทษต่อคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม
เป็นกลุ่มที่ทำงานได้ทั้งในภาวะมีหรือไม่มีออกซิเจน แข็งแรง ทนทาน
ประโยชน์ที่ได้รับ
กำจัดไขมัน 3 ประเภท ทั้งไขมันลอยตัว, แขวนลอย และ ไขมันละลายน้ำ
ป้องกันและแก้ไขท่อน้ำอุดตัน ลดค่าใช้จ่ายในการสูบเคลียร์ ไขมัน กากปฏิกูล
กำจัดกลิ่นเหม็น กลิ่นน้ำเน่า กลิ่นสิ่งปฏิกูล กลิ่นหืน กลิ่นแก๊ส ตีย้อน
บำบัดน้ำเน่าเสีย จากชุมชน อุตสาหกรรม ปศุสัตว์ และแหล่ง น้ำ คู คลอง
ลดค่าความสกปรกของน้ำเสีย ทั้งรูป BOD, COD ก่อนเข้า ระบบบำบัดน้ำเสียเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบบำบัดน้ำเสียและลด ค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าในระบบ
ช่วยกำจัดสาเหตุของพาหะนำโรค เช่น ไข่แมลงวัน ไข่แมลงสาบ
วิธีการใช้
สำหรับกำจัดกลิ่นเหม็น : ใช้ 1 ซอง ผสมน้ำ 200 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 15-30 นาที แล้ว นำไปใช้งานตามต้องการ

สำหรับกำจัดไขมัน-บำบัดน้ำเสีย : เทราดซิงค์ล้างจาน , บ่อดักไขมัน หรือในบ่อที่ต้องการ

เทคนิคการใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเน่าเสียและดับกลิ่นสำหรับบ้านที่ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานานๆทำดังนี้

การปฏิบัติจะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ

ช่วงที่ 1

กรณีที่น้ำยังคงท่วมขังอยู่ และควรเป็นน้ำนิ่งๆ ใช้จุลินทรีย์ที่มีความเข้มข้นสูง(ไม่ต้องผสมน้ำใดๆ)เทราดให้กระจายไปทั่วๆบริเวณบ้าน ทั้งภายในบ้านและภายนอกบ้านตามจุดต่างๆให้ครอบคลุมทุกจุด หรืออาจใช้จุลินทรีย์เทลงในถังบัวรดน้ำเหมือนกรณีรดต้นไม้ก็ได้ โดยรดไปให้กระจายทั่วๆทุกจุด โดยเฉพาะน้ำที่ท่วมขังลึก ปล่อยให้จุลินทรีย์ย่อยสลายน้ำเน่าเสียนั้นไปเรื่อยๆจนกว่าน้ำจะลดลงตามปกติ

ช่วงที่ 2 ( เป็นช่วงที่สำคัญมาก สำคัญกว่าในขั้นแรก ) เป็นจุดสำคัญในการทำความสะอาด เพราะเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล สิ่งสกปรก เชื้อโรคนานาชนิด ต้องระมัดระวังในการทำความสะอาด ควรปฏิบัติตามคำแนะนำด้านล่างไปพร้อมๆกัน

หลังจากที่น้ำลดระดับลงไปทั้งหมดแล้ว ไม่เหลือน้ำท่วมอีกต่อไปแล้วจะมาถึงช่วงการทำความสะอาดพื้นบ้านและของใช้ต่างๆภายในบ้าน



ี่
ไบโอกรีส นวัตกรรม..กำจัดไขมัน กลิ่นเหม็น น้ำเน่าเสีย และการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม   เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่https://www.bciworld.net/

14
ทั่ว ๆ ไปน้ำที่จะเลี้ยงกุ้ง ปลา ตะพาบน้ำหรือสัตว์น้ำทุกชนิด ต้องมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำก่อนที่จะนำลงไปเลี้ยงเมื่อปรับได้ที่แล้ว ปัญหาที่ตามมาก็คือ คุณภาพน้ำจะเริ่มเสียตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยสัตว์น้ำแต่จำนวนน้อยเพราะมีระบบนิเวศน์ที่สมดุลย์แก้ปัญหา กุ้ง ปลาหรือสัตว์น้ำเมื่อกินแล้วก็ต้องถ่ายออกมาสะสมนานวันคุณภาพน้ำเสื่อมระบบนิเวศน์ไม่สมดุลย์ สิ่งหนึ่งสิ่งใดมากเกิน ขาดความพอดีในน้ำถ้าเรามีแหล่งน้ำพอเพียงที่จะมาเติมน้ำเข้า ถ่ายน้ำออกขอให้ใช้วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเลี้ยงสัตว์น้ำทุกชนิดแต่ถ้าเราไม่มีแหล่งน้ำที่จะมาเติมน้ำถ่ายเทเราต้องป้องกันอย่าให้คุณภาพของน้ำเสียความสมดุลย์ในระบบนิเวศน์ตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยสัตว์น้ำถึงวันที่จับขายถ้าท่านทำได้จะเกิดผลสำเร็จเป็นอย่างสูงด้วย การป้องกัน และจัดการควบคุมการให้อาหารไม่ให้ตกหล่นลงไปในบ่อ ควบคุมขี้ของสัตว์น้ำไม่ให้เน่าเสียถ้าทำได้สองอย่างนี้ ปัญหาอื่นจะเกิดน้อยมากแทบจะกล่าวได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงประเด็น ผลที่ตามมาคือ ไม่สิ้นเปลืองอาหารน้ำในบ่อไม่เน่าเสียตะพาบไม่ป่วย ไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องใช้สารเคมีอัตราการตายน้อยมากหรือไม่มีเลย ต้นทุนต่ำ ได้กำไรศึกษาข้อมูลข้างต้นให้ดีเนื่องจากทำให้ท่านเสียค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงน้อยมาก หากท่านป้องกันไม่ได้ขอให้ศึกษาบำบัด แบบชีวภาพ ตามข้อมูลที่จะกล่าวถึงนี้ก่อนอื่นผู้เลี้ยงสัตว์น้ำต้องมีอุปกรณ์ตรวจวัด คุณภาพน้ำอย่างน้อย 4 ชนิดคือ

1.น้ำยาตรวจวัดความเป็นกรด – ด่างในน้ำ

2.น้ำยาวัดหาค่าแร่ธาตุอาหารในน้ำ (อัลคาไลน์)

3.น้ำยาตรวจวัดหาค่าก๊าซแอมโมเนีย

4.น้ำยาตรวจวัดหาค่าก๊าซไนไตรท์ การที่มีอุปกรณ์ตรวจวัด 4 ชนิดนี้ทำให้

ผู้เลี้ยงสามารถรู้สภาพน้ำในบ่อว่ามีปัญหาอะไรเราจะได้แก้ปัญหานั้น ทำให้ไม่ต้องเสียเงินลงบ่อโดยไม่รู้ว่าใส่วัตถุแต่ละชนิดแล้วแก้ปัญหาในบ่อได้จริงหรือไม่ด้วยการเอาน้ำยามาตรวจวัดคุณภาพน้ำทุก ๆ ครั้งก่อนและหลังบำบัด วิธีปรับความเป็นกรด — ด่าง แร่ธาตุอาหาร (อัลคาไลน์) วิธีบำบัดก๊าซพิษต่าง ๆ ที่อยู่ในบ่อแบบชีวภาพน้ำก็คือ ใช้สิ่งที่มีชีวิตมารักษา (จุลินทรีย์)ปรับพื้นฐานก๊าซพิษที่มีให้เปลี่ยนเป็นก๊าซที่เป็นคุณประโยชน์ กับระบบนิเวศน์นั้นก็คือ อาหารตะพาบที่หล่น ขี้สัตว์น้ำ ซากแพลงค์ตอนต่าง ๆที่หล่นไปก้นบ่อถ้าไม่มีจุลินทรีย์กลุ่มที่ดีไปย่อย หรือมีน้อยไปย่อยไม่ทันก็จะมีแบคทีเรียอีกกลุ่มเข้ามาแย่งอาหาร และซากต่าง ๆ เหล่านี้ ไปเป็นก๊าซพิษทันทีแต่ถ้าเราส่งจุลินทรีย์เข้าไปแย่งอาหาร และซากต่าง ๆ เหล่านี้ได้จุลินทรีย์กลุ่มนี้ก็จะย่อยให้เป็นก๊าซพิษทันทีแต่ถ้าเราส่งจุลินทรีย์เข้าไปแย่งอาหาร และซากต่าง ๆ เหล่านี้ได้จุลินทรีย์กลุ่มนี้ก็จะย่อยให้เป็นก๊าซที่ดี (ไนโตรเจน)แพลงค์ตอนก็จะเจริญเติบโตได้ดี ก็ทำหน้าที่สังเคราะห์แสงแล้วเปลี่ยนเป็นอากาศให้กับสัตว์น้ำ ๆ ก็จะแข็งแรงเจริญเติบโตเชื้อแบคทีเรียก็จะอ่อนแอกับสภาพน้ำที่ดี และหยุดการแพร่ขยายพันธุ์ หรือขยายน้อยมากเนื่องจากสภาพน้ำดี จึงขอให้ผู้เลี้ยงรักษาระบบนิเวศน์ตรงนี้ให้ได้ทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมี – ยาต่าง ๆ ธรรมชาติรักษาธรรมชาติ นั้นก็คือ ทำสภาพน้ำให้ดีสัตว์น้ำทุกชนิดก็จะแข็งแรงสร้างภูมิต้นทานโรคได้เป็นอย่างดี

สภาพน้ำสีเขียวเข้มหนืดเกิดจากอาหารตกหล่นไปในบ่อน้ำมาก ทำให้ขยาย
ได้รวดเร็ว ปัญหาน้ำสีเขียวเข้าหนืดหรือมีซากแพลงค์ตอนลอยปิดหน้าน้ำ (ขี้แดด) เกิดจากอาหาร และขี้ปลา กุ้งที่หล่นไปก้นบ่อทำให้มีแร่ธาตุอาหาร (อัลคาไลน์) มากทำให้แพลงค์ตอนพืชเกิดมากเกินความสมดุลย์ในระบบนิเวศน์จะรับได้วิธีแก้ขี้แดดถ้ามีซากแพลงค์ตอนพืช (ขี้แดด) มาก ให้เปิดหน้าน้ำด้วยการซ้อนขี้แดดออกทิ้งหรือใช้ไม่ปาดให้ไปรวมอยู่ที่มุมหนึ่งมุมหนึ่งของบ่อแล้วใช้เครื่องดูดน้ำหน้าผิวทิ้ง ตรวจสอบดูว่าก้นบ่อมีก๊าซพิษหรือไม่จุลินทรีย์น้ำ เพื่อไปย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์ที่เน่าอยู่ที่ก้นบ่อให้เปลี่ยนสภาพเป็นก๊าซที่เป็นประโยชน์ (ก๊าซไนโตรเจน)ขณะที่
จุลินทรีย์ทำงานจะมีขี้แดดลอยขึ้นมามากกว่าปกติไม่ต้องตกใจ ให้ใส่ทุกวันและให้ดูดขี้แดดทุก ๆ วัน หลังจากสภาพน้ำดีแล้ว ให้ใส่จุลินทรีย์เพียงเล็กน้อยแต่ทุกวัน น้ำจะไม่เสีย





การบำบัด น้ำเน่าเสีย ต้องคำนึงถึงค่า pH   เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.net/

15
ยุงลาย ไข้เลือดออก

ภาชนะที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายที่สำคัญตามลำดับในบ้านของท่านผู้อ่าน ได้แก่

1. โอ่งน้ำใช้

2. ขาตู้กันมด

3. โอ่งน้ำดื่ม

4. ถังซีเมนต์ในห้องน้ำ

5. ภาชนะอื่น ๆ เช่น จานรอง กระถางต้นไม้ ไห แจกันพลูด่าง ยางรถยนต์ ที่ใส่น้ำให้สัตว์ เป็นต้น

6. โอ่งซีเมนต์ขนาดใหญ่ (โอ่งจัมโบ้)

ท่านควรจะหาเวลาสำรวจภาชนะเหล่านี้เป็นประจำ ถ้าพบว่ามีลูกน้ำก็แน่ใจได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าเป็นลูกน้ำยุงลาย

การป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด เช่น ครอบมุ้งเวลาลูก ๆ นอนตอนกลางวัน หรือจุดยากันยุง ฉีดพ่นยากันยุง เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่การกำจัดลูกน้ำยุงก่อนที่จะกลายเป็นยุงลาย เป็นสิ่งที่แก้ปัญหาตรงต้นเหตุและได้ผลดีกว่า ซึ่งท่านสามารถจะดำเนินการได้ด้วยตนเอง และจะดียิ่งขึ้นถ้าท่านชักชวนเพื่อนบ้านใกล้เคียงกำจัดลูกน้ำยุงลายไปพร้อมกัน

ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำง่าย ๆ แต่ได้ผลดีในการกำจัดลูกน้ำยุงลายที่เกิดในแต่ละภาชนะ

1. ภาชนะที่เก็บน้ำไว้เพื่อกิน หรือใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โอ่งน้ำดื่ม หรือโอ่งน้ำใช้ โอ่งซีเมนต์ในห้องน้ำ ฯลฯ ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการใส่ทรายอะเบท หรือการปล่อยปลาหางนกยูง หรือปลาสอด หรือปลากัดเพื่อกินลูกน้ำ และถ้าปิดฝาได้ก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะยุงจะลงไปไข่ลำบากขึ้น

ทรายอะเบทเป็นทรายที่เคลือบยาฆ่าลูกน้ำ แต่ไม่มีอันตรายต่อคน ยาที่เคลือบอยู่จะค่อย ๆ ละลายออกมาและมีฤทธิ์อยู่นาน 3 เดือน ดังนั้น จึงต้องเติมทรายอะเบททุก 3 เดือน ปริมาณที่ใช้คือ 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ปี๊บ (โอ่งมังกร)

การปล่อยปลากินลูกน้ำจะปล่อยโอ่งละ 2 ตัว และถ้าปลาหายไปให้เพิ่มปลาเท่าเดิม สามารถขอปลานี้ได้จากสถานบริการสาธารณสุขระดับจังหวัดและอำเภอทั่วไป

ท่านควรจะตัดสินใจเลือกใช้วิธีที่ท่านชอบ เพราะทั้งสองวิธีได้ผลทั้งคู่ ในกรณีที่ไม่ทำทั้งสองอย่าง อย่างน้อยก็ขอให้ท่านปิดผาโอ่งมิดชิดด้วยฝาหรือตาข่ายพลาสติกหรือผ้าพลาสติก และล้างขัดถูผิวภายในโอ่ง และเทน้ำทิ้งทุก 7 วัน

2. ขาตู้กันมด มักจะใส่น้ำหล่อไว้เพื่อกันมดไต่ขาตู้กับข้าว เราควรจะเปลี่ยนมาใส่ขี้เถ้าที่เกิดจากถ่านหรือฟืนแทน หรือใส่น้ำมันขี้โล้ น้ำมันดีเซล หรือน้ำมันอะไรก็ได้แทนน้ำ นอกจากจะไม่ต้องคอยเติมแล้ว ยังกันมดได้ดี และที่สำคัญยุงลายไม่ลงไปวางไข่แน่นอน

3. แจกันดอกไม้ ใช้วิธีถ่ายน้ำทิ้งทุก 7 วัน นอกจากจะกันยุงลายลงไปวางไข่ แล้วยังช่วยให้ต้นมีน้ำสะอาดเสมอ

4. ภาชนะที่มีน้ำขังอื่น ๆ ที่อยู่รอบบ้าน เช่น ยางรถยนต์ กระป๋อง ถัง หรือขวดพลาสติกต่าง ๆ ใช้วิธีขุดหลุมฝัง หรือทำลายทิ้งด้วยวิธีอื่น ๆ อย่าเสียดายมันเลยนะครับ

คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองและคุณครูที่รักเด็ก ๆ ของท่าน นอกจากท่านจะมีหน้าที่ในการหาอาการ เครื่องนุ่มห่ม ของเล่น สอนหนังสือ ฯลฯ ให้เด็ก ๆ ของท่านแล้ว หน้าที่ในการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้าน ในโรงเรียน เป็นหนทางสำคัญที่ท่านจะช่วยคุ้มครองบุตรหลานของท่านได้

ไม่มีใครเลี้ยงฆาตกรในบ้าน เช่นเดียวกันอย่าเลี้ยงยุงลายไว้ในบ้านของท่าน กำจัดลูกน้ำยุงลาย ก่อนที่ยุงลายจะทำร้ายลูกของท่าน จำคาถาฉบับนี้ไว้นะครับ ไม่มียุงลาย-ไม่มีไข้เลือดออก





เราสามารถป้องกันไม่ให้โรค ไข้เลือดออก มาคุกคามเราได้ง่าย ๆ   เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่https://www.bciworld.net/

16
ชวนกำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลาย กำจัดลูกน้ำ กล่าวถึงมาตรการเฝ้าระวัง และแนวทางป้องกันหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อซิกาที่พบเด็กทารกศีรษะเล็ก 2 รายว่า ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า เป็นเคสที่พบน้อยมาก ไม่ใช่ว่าหญิงตั้งครรภ์ทุกคนจะคลอดเด็กศีรษะเล็กทุกคน

เพราะสาเหตุไม่ใช่เพียงเชื้อซิกา แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีก อาทิ หัดเยอรมัน เป็นต้น ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการป้องกันยุงไม่ให้ยุงกัด โดยการกำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลาย และกำจัดยุงตัวแก่ จึงควรถือวิกฤติเป็นโอกาสในการร่วมกันกำจัดลูกน้ำยุงลาย พร้อมทั้งภาครัฐก็จะไปช่วยในเรื่องพ่นหมอกควันยุงตัวแก่ โดยทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน ซึ่งการกำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลายไม่ใช่แค่ในบ้าน แต่ในโรงเรียน วัด สถานที่ต่างๆ ต้องร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งขณะนี้น่าตกใจว่ากลับพบลูกน้ำยุงลายมากในวัด ซึ่งก็ลงพื้นที่ไปให้ความรู้ และช่วยกันกำจัดลูกน้ำยุงลายอยู่

ประชุมทางไกลผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ร่วมกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ โดยกำชับให้มีการเฝ้าระวังและป้องกันโรคซิกาอย่างเข้มข้น ทั้งเรื่องของการกำจัดลูกน้ำยุงลาย และเฝ้าระวังหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่ที่พบผู้ป่วยซิกาเป็นพิเศษ โดย น.พ.โสภณ กล่าวว่า ดัชนีลูกน้ำยุงลายบางสถานที่ถือว่าน่าเป็นห่วง โดยศาสนสถานพบร้อยละ 60.47 โรงเรียนร้อยละ 41.40 โรงงานร้อยละ 38.10 และโรงพยาบาลร้อยละ 27.59 ส่วนในบ้านประชาชนแหล่งที่พบลูกน้ำยุงลายในภาชนะมากที่สุด คือ ภาชนะที่เก็บน้ำใช้พบถึงร้อยละ 70 รวมทั้งในภาชนะที่ไม่ใช้ประโยชน์ และยางรถเก่า

นอกจากนี้ จากการทำโพลเกี่ยวกับการรับรู้ซิกาของประชาชน พบว่า ประชาชนรับรู้และตื่นกลัวต่อโรคซิกาถึง 80% แต่พฤติกรรมการจัดการกับปัญหายังไม่ดี คือ มีการลงมือปฏิบัติเพื่อป้องกันเชื้อซิกา เช่น กำจัดลูกน้ำยุงลาย เพียง 50-60% เท่านั้น ซึ่งย้ำว่าการจะควบคุมโรคนี้ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน อย่างบางแห่งสอบสวนโรคพบผู้ป่วยแต่ละแวกบ้านแถวนั้นไม่ยอมให้เข้าไปกำจัดยุง

ช่วงฤดูฝนของทุกปีเป็นช่วงที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรคและส่วนใหญ่จะเพาะพันธุ์ในแหล่งน้ำที่สะอาดบริเวณบ้านเรือน ได้แก่ โอ่งน้ำ แจกัน จานรองขาตู้กันมด รวมถึงกระป๋อง กะลา ยางรถยนต์ที่มีน้ำขัง เป็นต้น รัฐบาลออกมาตรการรณรงค์ ให้ประชาชนช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายเหล่านี้

เพื่อลดอัตราการเกิดโรคไข้เลือดออกในประเทศให้หมดสิ้นไปหลายๆ ครัวเรือนใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ “ทรายกำจัดลูกน้ำยุง” และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นวัตถุอันตรายที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมีการขึ้นทะเบียนกับอย.ทั้งในรูปแบบทรายและรูปแบบเม็ด แต่ที่นิยมใช้กันทั่วไปจะเคลือบด้วยสารเคมีสำคัญ คือสารทีมีฟอส (temephos) อยู่ในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (organophosphate)




ชวนกำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลาย กำจัดลูกน้ำ  เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.net/

17
ท่านควรจะหาเวลาสำรวจภาชนะเหล่านี้เป็นประจำ ถ้าพบว่ามีลูกน้ำก็แน่ใจได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าเป็นลูกน้ำยุงลาย

การป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด เช่น ครอบมุ้งเวลาลูก ๆ นอนตอนกลางวัน หรือจุดยากันยุง ฉีดพ่นยากันยุง เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่การกำจัดลูกน้ำยุงก่อนที่จะกลายเป็นยุงลาย เป็นสิ่งที่แก้ปัญหาตรงต้นเหตุและได้ผลดีกว่า ซึ่งท่านสามารถจะดำเนินการได้ด้วยตนเอง และจะดียิ่งขึ้นถ้าท่านชักชวนเพื่อนบ้านใกล้เคียงกำจัดลูกน้ำยุงลายไปพร้อมกัน

ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำง่าย ๆ แต่ได้ผลดีในการกำจัดลูกน้ำยุงลายที่เกิดในแต่ละภาชนะ

1. ภาชนะที่เก็บน้ำไว้เพื่อกิน หรือใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โอ่งน้ำดื่ม หรือโอ่งน้ำใช้ โอ่งซีเมนต์ในห้องน้ำ ฯลฯ ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการใส่ทรายอะเบท หรือการปล่อยปลาหางนกยูง หรือปลาสอด หรือปลากัดเพื่อกินลูกน้ำ และถ้าปิดฝาได้ก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะยุงจะลงไปไข่ลำบากขึ้น

ทรายอะเบทเป็นทรายที่เคลือบยาฆ่าลูกน้ำ แต่ไม่มีอันตรายต่อคน ยาที่เคลือบอยู่จะค่อย ๆ ละลายออกมาและมีฤทธิ์อยู่นาน 3 เดือน ดังนั้น จึงต้องเติมทรายอะเบททุก 3 เดือน ปริมาณที่ใช้คือ 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ปี๊บ (โอ่งมังกร)

การปล่อยปลากินลูกน้ำจะปล่อยโอ่งละ 2 ตัว และถ้าปลาหายไปให้เพิ่มปลาเท่าเดิม สามารถขอปลานี้ได้จากสถานบริการสาธารณสุขระดับจังหวัดและอำเภอทั่วไป

ท่านควรจะตัดสินใจเลือกใช้วิธีที่ท่านชอบ เพราะทั้งสองวิธีได้ผลทั้งคู่ ในกรณีที่ไม่ทำทั้งสองอย่าง อย่างน้อยก็ขอให้ท่านปิดผาโอ่งมิดชิดด้วยฝาหรือตาข่ายพลาสติกหรือผ้าพลาสติก และล้างขัดถูผิวภายในโอ่ง และเทน้ำทิ้งทุก 7 วัน

2. ขาตู้กันมด มักจะใส่น้ำหล่อไว้เพื่อกันมดไต่ขาตู้กับข้าว เราควรจะเปลี่ยนมาใส่ขี้เถ้าที่เกิดจากถ่านหรือฟืนแทน หรือใส่น้ำมันขี้โล้ น้ำมันดีเซล หรือน้ำมันอะไรก็ได้แทนน้ำ นอกจากจะไม่ต้องคอยเติมแล้ว ยังกันมดได้ดี และที่สำคัญยุงลายไม่ลงไปวางไข่แน่นอน

3. แจกันดอกไม้ ใช้วิธีถ่ายน้ำทิ้งทุก 7 วัน นอกจากจะกันยุงลายลงไปวางไข่ แล้วยังช่วยให้ต้นมีน้ำสะอาดเสมอ

4. ภาชนะที่มีน้ำขังอื่น ๆ ที่อยู่รอบบ้าน เช่น ยางรถยนต์ กระป๋อง ถัง หรือขวดพลาสติกต่าง ๆ ใช้วิธีขุดหลุมฝัง หรือทำลายทิ้งด้วยวิธีอื่น ๆ อย่าเสียดายมันเลยนะครับ

คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองและคุณครูที่รักเด็ก ๆ ของท่าน นอกจากท่านจะมีหน้าที่ในการหาอาการ เครื่องนุ่มห่ม ของเล่น สอนหนังสือ ฯลฯ ให้เด็ก ๆ ของท่านแล้ว หน้าที่ในการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้าน ในโรงเรียน เป็นหนทางสำคัญที่ท่านจะช่วยคุ้มครองบุตรหลานของท่านได้

ไม่มีใครเลี้ยงฆาตกรในบ้าน เช่นเดียวกันอย่าเลี้ยงยุงลายไว้ในบ้านของท่าน กำจัดลูกน้ำยุงลาย ก่อนที่ยุงลายจะทำร้ายลูกของท่าน จำคาถาฉบับนี้ไว้นะครับ ไม่มียุงลาย-ไม่มีไข้เลือดออก





ป้องกันไม่ให้โรค ไข้เลือดออก มาคุกคามเราได้ง่าย ๆ  เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.net/

18
โรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากโรคหนึ่ง มักพบการระบาดในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่มียุงลายชุกชุม จากสถิติในปี พ.ศ. 2556 ของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีผู้ป่วยจำนวน 154,444 ราย (คิดเป็นอัตราป่วย 241.03 ต่อประชากร 100,000 ราย) และมีจำนวนผู้ป่วยเสียชีวิตจำนวน 136 ราย (คิดเป็นอัตราเสียชีวิต 0.21 ต่อประชากร 100,000 ราย) ส่วนอัตราการเสียชีวิตคิดเป็น 0.09% สำหรับสัดส่วนของผู้ป่วยจำแนกตามกลุ่มอายุ พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 15-24 ปี 29.16% รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 10-14 ปี 21.31% และกลุ่มอายุ 5-9 ปี 13.74% ตามลำดับ ส่วนกลุ่มอายุ 0-4 ปี และมากกว่า 25 ปี จนถึง 65 ปี เป็นช่วงอายุที่พบได้น้อยที่สุด (ในเด็กขวบปีแรกมักพบในช่วงอายุ 7-9 เดือน)

สาเหตุของโรคไข้เลือดออก
เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ชนิด 1, 2, 3 และ 4 (DEN-1, DEN-2, DEN-3, DEN-4) โดยมียุงลายบ้าน (Aedes aegypti) ตัวเมียเป็นพาหะนำโรค กล่าวคือ ยุงลายตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้เลือดออกก่อน (เชื้อไวรัสเดงกีในเลือดของผู้ป่วยจะเข้าไปฟักตัวและเพิ่มจำนวนในตัวยุงและเชื้อนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในตัวยุงได้ตลอดอายุของยุง คือ ประมาณ 1-2 เดือน) แล้วจึงไปกัดคนที่อยู่ใกล้เคียงในรัศมีไม่เกิน 400 เมตร ซึ่งจะเป็นการแพร่เชื้อไปให้คนอื่น ๆ ต่อไป ยุงชนิดนี้เป็นยุงที่ออกหากิน (กัดคน) ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน (เดิมยุงลายนิยมออกหากินในเฉพาะเวลากลางวัน แต่ในระยะหลังพบว่ายุงลายมีการออกหากินในเวลากลางคืนด้วย) และชอบเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน เช่น ตุ่มน้ำ โอ่งน้ำ แจกัน จานรองตู้กับข้าว กระป๋อง ฝากะลา ยางรถยนต์เก่า ๆ หลุมที่มีน้ำขัง เป็นต้น

สาเหตุโรคไข้เลือดออก

การติดเชื้อไวรัสเดงกีมีอาการแสดงได้ 3 แบบ คือ ไข้เดงกี (Denque Fever – DF), ไข้เลือดออก หรือ ไข้เลือดออกเดงกี (Dengue hemorrhagic fever – DHF) และไข้เลือดออกเดงกีที่ช็อก (Denque Shock Syndrome – DSS)

โดยทั่วไปเมื่อได้รับเชื้อเดงกีเข้าไปครั้งแรก (สามารถติดเชื้อตั้งแต่อายุได้ 6 เดือนขึ้นไป) จะมีระยะฟักตัวของโรคจนเกิดอาการประมาณ 3-15 วัน (ส่วนมากคือ 5-7 วัน) ผู้ป่วยจะมีไข้สูงคล้ายไข้หวัดใหญ่อยู่ประมาณ 5-7 วัน และส่วนมากจะไม่มีอาการเลือดออก มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจมีเลือดออกหรือมีอาการรุนแรง เรียกว่า “ไข้เดงกี” (Dengue fever – DF) ต่อมาถ้าผู้ป่วยได้รับเชื้อซ้ำอีก ซึ่งอาจจะเป็นเชื้อเดงกีชนิดเดิมหรือคนละชนิดกับที่ได้รับครั้งแรกก็ได้ ก็จะมีระยะฟักตัวของโรคสั้นกว่าครั้งแรก และร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาทำให้หลอดเลือดฝอยเปราะและเกล็ดเลือดต่ำ จึงทำให้พลาสมาหรือน้ำเลือดไหลซึมออกมาจากหลอดเลือด (ตรวจพบระดับฮีมาโตคริตสูง มีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอดและช่องท้อง) และมีเลือดออกได้ง่าย เป็นเหตุให้เกิดภาวะช็อก

เชื้อไวรัสเดงกีทั้ง 4 ชนิด จะมี Antigen ร่วมกันบางส่วน เมื่อเกิดการติดเชื้อชนิดหนึ่งจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อเชื้ออีกชนิดหนึ่งด้วย แต่ภูมิที่เกิดจะอยู่ได้เพียง 6-12 เดือน ส่วนภูมิที่เกิดกับเชื้อที่ป่วยจะมีไปตลอดชีวิต เช่น หากเป็นไข้เลือดออกจากเชื้อ DEN-1 ผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อนี้ไปตลอด แต่จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเดงกีชนิดอื่นเพียง 6-12 เดือน ดังนั้น คนเราจึงมีโอกาสติดเชื้อไข้เลือดออกได้หลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะมีโอกาสเป็นไข้เลือดออกชนิดรุนแรงเพียงครั้งเดียว หรืออย่างมากไม่ควรเกิน 2 ครั้งในชั่วชีวิต ส่วนที่จะเป็นรุนแรงซ้ำ ๆ กันหลายครั้งนั้นนับว่ามีน้อยมาก




ไข้เลือดออก อาการ สาเหตุ และการรักษาโรคไข้เลือดออก 7 วิธี !!   เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่https://www.bciworld.net/

19
การเตรียมและใช้สารลดแรงตึงผิว (สารซักล้าง) กำจัดยุงด้วยกระบอกฉีดน้ำพรมผ้า

1. การฉีดพ่นกำจัดยุงลาย

1.1 การฉีดพ่นกำจัดยุงลายที่เกาะพักบริเวณแหล่งน้ำ หรือ บริเวณที่ชื้น เช่น ในห้องน้ำ หรือตามผนังภายในภาชนะ/วัสดุ ที่เก็บขังน้ำต่าง ๆ
การเตรียม เจือจางน้ำยาล้างจานกับน้ำเปล่าในอัตราส่วนผสมน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชาผสมกับน้ำ 1 ลิตร
การใช้ ฉีดพ่นต่อเนื่องไปที่กลุ่มยุง (direct spray) ที่เกาะพักตามมุมผนังในห้องน้ำหรือภาชนะ/วัสดุที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายจะเห็นว่า ยุงตกจมน้ำตายทันที

1.2 การฉีดพ่นกำจัดยุงลายที่พบเห็นเกาะพักเป็นกลุ่มตามซอกมุมบ้านหรือบริเวณกองผ้า ผ้าห้อยแขวนหรือบริเวณที่เก็บหมอนมุ้งใกล้ที่นอนหรือ ห้องนั่งเล่น
การเตรียม เจือจางน้ำยาล้างจานกับน้ำเปล่าในอัตราส่วนผสมน้ำยาล้างจาน 1 ส่วนผสมกับน้ำ 4 ส่วน สำหรับเริ่มทดลองใช้ครั้งแรกและหลังจากใช้ได้คล่องดีแล้วสามารถเจือจางลงได้ถึง 20 เท่าเมื่อใช้กับอุปกรณ์ฉีดพ่นขนาดใหญ่ขึ้น หรือใช้ฉีดซ้ำ ๆ ไปที่กลุ่มแมลงก็หวังผลกำจัดได้เช่นกัน
การใช้ ฉีดพ่นต่อเนื่องไปที่กลุ่มยุง (direct spray) ที่พบเห็นเกาะเป็นกลุ่มตามบริเวณต่าง ๆ ดังกล่าว

2. การกำจัดตัวโม่งและลูกน้ำยุงลาย

2.1 การกำจัดตัวโม่งและลูกน้ำยุงลายในภาชนะ/วัสดุ ขังน้ำขนาดเล็กเช่น จานรองกระถางต้นไม้ ยางรถยนต์ จานรองขาตู้กับข้าวและวัสดุเหลือใช้ที่ขังน้ำฝนรอบ ๆ บ้าน เป็นต้น
การเตรียม ใช้ผงซักฟอกทั่วไปโรยลงในแหล่งเพาะพันธุ์ต่าง ๆ โดยตรงในอัตราส่วน ผงซักฟอก 1 ช้อนโต๊ะ ต่อปริมาณความจุของน้ำในแหล่งเพาะพันธุ์ปริมาณ 2 ลิตร

การใช้ โรยผงซักฟอกลงในภาชนะ/วัสดุแหล่งเพาะพันธุ์ขนาดเล็กต่าง ๆ โดยตรงจะเห็นว่า ผงซักฟอกจะแพร่กระจายปกคลุมทั่วผิวน้ำ เมื่อลูกน้ำและตัวโม่งของยุงลาย ซึ่งจำเป็นต้องขึ้นมาหายใจ จะดูดซับเอาสารเข้าสู่ระบบหายใจทำให้ระคายเคืองต่อระบบ และค่อย ๆ ตายในที่สุด

2.2 กาลักน้ำเพื่อดูดกำจัดลูกน้ำและตัวโม่งออกจากภาชนะ (whirlpool and siphon method)
การเตรียม ใช้สายยาวประมาณ 2 เท่า ของความสูงภาชนะและกรอกน้ำให้เต็มตลอดสายยาง
การใช้ ใช้มือหมุนกวนน้ำในภาชนะประมาณ 2-3 รอบ จะเห็นว่าลูกน้ำตัวโม่ง ตะกอนสกปรกที่กระจัดการะจายอยู่ในภาชนะจะถูกแรงหมุนเหวี่ยงของน้ำ กวาดไล่มารวมอยู่ที่กึ่งกลางของพื้นภาชนะ จากนั้นจึงใช้สายยางที่เตรียมไว้ดูดเอาลูกน้ำ ตัวโม่งและตะกอนกำจัดทิ้งไปพร้อม ๆ กัน ตุ่มสะอาดปลอดลูกน้ำยุงลายใน 5 นาที

3. การโฉบจับยุงลาย (swoop plate)

การเตรียม บีบน้ำยาล้างจานเล็กน้อยพอให้ทั่วพื้นจานพลาสติกขนาดพอเหมาะสำหรับมือจับโฉบ
การใช้ ใช้โฉบจับยุงที่บินมารบกวนใกล้ ๆ ตัว ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับการใช้ไม้แบดช๊อตยุงแต่วิธีนี้ยุงจะถูกจับตายอยบนจาน

จะเห็นได้ว่า การกำจัดยุงลายบริเวณรอบ ๆ บ้านของท่านเองนั้นไม่มีอะไรยุ่งยากอย่างที่คิดเพราะมีวิธีการต่าง ๆ ให้เลือกใช้อย่างครบวงจรตามความพอใจ และสะดวกใช้ของแต่ละครัวเรือนดังกล่าวข้างต้น ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าองค์ความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้ หากชุมชน/ครัวเรือนได้ตระหนักถึงมหันตภัยของโรคไข้เลือดออกตามที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วนั้นและเลือกนำเอาวิธีการต่าง ๆ





กำจัดลูกน้ำ ยุงลายดื้อที่บ้านได้ง่าย ๆ   เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.net/

20
รพบว่าขณะนี้ตัวลูกน้ำยุงลายจะกลายเป็นตัวยุงเร็วกว่าอดีตที่ใช้เวลาประมาณ 7 วัน จะใช้เวลาลดลงเป็นประมาณ 5 วัน จึงทำให้ปริมาณยุงตัวโตเต็มวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการวิเคราะห์สถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกในปี 2558 พบว่าโรคมีสัญญาณอาจเกิดการระบาดในปีนี้ได้

โดยในช่วงเดือนมกราคมจนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเข้ารักษาในโรงพยาบาลสะสมรวม 102,762 ราย เสียชีวิต 102 ราย มากที่สุดในภาคกลางมีร้อยละ 46 ของผู้ป่วยทั้งหมด รองลงมาคือที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ น้อยที่สุดคือที่ภาคใต้ พบทั้งในเมือง และชนบท โดยสถิติผู้ป่วยใน 10 เดือนแรกปีนี้สูงกว่าช่วงเดียวกันในปี 2552 ถึงร้อยละ 199 เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกในปีนี้ พบทุกกลุ่มอายุ แต่มีแนวโน้มพบในเด็กอายุ 10-14 ปีมากขึ้น

การวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องในระยะแรกมีความสำคัญมาก เพราะการรักษาอย่างถูกต้องรวดเร็ว เมื่อเริ่มมีการรั่วของพลาสมา จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ป้องกันภาวะช็อก และป้องกันการสูญเสียชีวิตได้จากลักษณะอาการทางคลินิกของโรคไข้เลือดออกเดงกีที่มีรูปแบบที่ชัดเจน ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคทางคลินิกได้อย่างถูกต้องก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะช็อก โดยใช้อาการทางคลินิก 4 ประการ ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงทางห้องปฏิบัติการ 2 ประการ คือ

อาการทางคลินิก
ไข้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และสูงลอยประมาณ 2-7 วัน
อาการเลือดออก อย่างน้อยมี tourniquet test positive ร่วมกับอาการเลือดออกอื่น เช่น จุดเลือดออกที่ผิวหนัง เลือดกำเดา อาเจียน/ถ่ายเป็นเลือด
ตับโต




การป้องกัน การวินิจฉัยโรค โรค ไข้เลือดออก  เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.net/

หน้า: [1] 2 3
เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ คลับแห่งประเทศไทย ศูนย์บริการ โปรโมชั่น ประกันภัย อุปกรณ์แต่งรถ บริการหลังขาย