แสดงกระทู้ - siritidaphon
แม็ก ยาง ราคาพิเศษ

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 4
1
จะทำยังไงดีเมื่อกลับมาจากทะเล พบว่าผิวคล้ำเสียจากการโดนแสงแดด ทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ เห้อ!! อยากกลับมามีผิวขาวใสเหมือนเดิมจัง แดดเมืองไทยก็ร้อนนนน ซะเหลือเกิน ไม่ว่าจะกางร่ม ทาครีมกันแดดก็ยังเอาไม่อยู่ กลุ้ม!

ปัญหาหนักอกหนักใจของสาวๆ ที่มีสีผิวหมองคล้ำไม่สม่ำเสมอนั้นเกิดจากการเม็ดสีผิวที่ผลิตโดยเซลล์เมลาโนไซส์ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับคนที่มีผิวขาวและผิวคล้ำ ในส่วนบริเวณผิวที่โดนแสงแดดมาก เมลาโนไซส์จะผลิตเมลานินสีเข้มมาก เพื่อเป็นเกราะป้องกันแสงแดดจึงทำให้ผิวหน้าเกิดฝ้า กระ ขึ้นมาได้ สำหรับวิธีการป้องกันการเกิด ฝ้า กระ และจุดด่างดำ ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด บนใบหน้า

ควรทดสอบเครื่องสำอางก่อนใช้กับใบหน้าทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดการแพ้
หยุดหรือหลีกเลี่ยงยาที่เป็นสาเหตุให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ
หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด โดยเฉพาะ แสงแดดเวลา 12.00 น. – 14.00 น. ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่ดีมีSPF UVAและUVB

ในสมัยก่อนการดูแลผิวของสาวๆ คือการรับวิตามินดีในช่วงเช้าที่มีแสงแดดอ่อนๆ จะช่วยทำให้สุขภาพผิวของเราดูแข็งแรง แต่เนื่องจากปัจจุบันในยุคของสังคมที่เร่งรีบ การที่ต้องตื่นแต่เช้าเผื่อมารับแสงแดดอาจทำได้ยากขึ้น เพราะแค่ย่างก้าวออกนอกบ้านในแต่ละวันก็ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุ แถมยังเจอมลภาวะที่มาจากจราจร ควันจากท่อไอเสีย รวมถึงรังสีร้ายจากแสงแดดอีกด้วย จึงทำให้ผิวที่เราดูแล ทาครีมบำรุง มาแรมปีนั้นดูคล้ำเสีย หมองคล้ำได้ง่ายกว่าเดิม

“แต่จะดีไหมถ้าตอนนี้เรามีเครื่องที่ช่วยปรับผิวให้ดูสม่ำเสมอ กระจ่างใสขึ้นง่ายๆ เพียงเข้าไปในตู้ แคปซูล เพียงแค่ไม่กี่นาทีก็จะทำให้ผิวของคุณดูเปลี่ยน”

ด้วยความ ขาวใสวุฒิศักดิ์ จึงมีเครื่องที่ช่วยปรับสภาพผิวโดยมีชื่อเรียกว่า “Whitening Bodywave” วิทยาการก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงจากแสงอาทิตย์ โดยมีการนำเส้นแสงสีเขียวมาใช้ ซึ่งเทคโนโลยีตัวนี้จะไม่ทำลายเซลล์ชั้นผิว ไม่มีแสง UV ที่ทำให้ผิวสาวๆ ถูกเผาไหม้อย่างแน่นอน ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งหรือชั้นผิวหนังอ่อนแอลง


เคล็ดลับผิวเนียนใส ขาวใส อย่างมีออร่า  ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.beautysanta.com/ขาวใสวุฒิศักดิ์/

2
จากที่เคยซื้อเมนูชะพลูโดยเฉพาะแกงอ่อมใบชะพลูหรือใบชะพลูผัดไข่ แม้จะอร่อยแต่ปริมาณใบชะพลูมีน้อยกินไม่สะใจ ลองเปลี่ยนมาทำเมนูอาหารจากใบชะพลูกินเองดีไหม นำเสนอวิธีทำเมนูจากใบชะพลู เช่น แกงหมูใบชะพลู แกงปูใบชะพลู ไก่ห่อใบชะพลู รวมทั้งเมี่ยงคำ แค่มีใบชะพลูก็อุ่นใจแล้ว

1. แกงปูใบชะพลู

เตรียมเส้นหมี่ขาวมากินกับเมนูแกงปูใบชะพลู สูตรนี้ใส่ทั้งปูนิ่มทอดกับเนื้อปู มาพร้อมวิธีทำน้ำพริกแกงใต้ ที่สำคัญต้องใส่ใบชะพลูถึงจะครบสูตรนะคะ

ส่วนผสม แกงปูใบชะพลู

• ปูนิ่ม 1 ตัว
• แป้งสาลี (สำหรับทอดกรอบ) 1/4 ถ้วย
• เส้นหมี่ (แช่น้ำพอนุ่ม) 50 กรัม
• กระเทียมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ
• หัวกะทิ 4 ถ้วย
• หางกะทิ 1+1/2 ถ้วย
• น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
• เนื้อปู 120 กรัม
• ใบชะพลู (หั่นหยาบ) 1/2 ถ้วย
• ใบมะกรูดฉีก 2 ใบ

ส่วนผสม น้ำพริกแกงใต้

• พริกขี้หนูสด 25-30 เม็ด
• พริกขี้หนูแห้ง 15-20 เม็ด
• ผิวมะกรูด 2 ช้อนชา
• ตะไคร้ (หั่นฝอย) 2 ช้อนโต๊ะ
• กระชาย (หั่นฝอย) 1 ช้อนโต๊ะ
• หอมแดงไทย 1/4 ถ้วย
• ข่าหั่นฝอย 2 ช้อนชา
• กระเทียมไทย 1/4 ถ้วย
• ขมิ้นสด (ขูดผิวแล้วหั่น) 1 ช้อนชา
• กะปิอย่างดี 1 ช้อนชา
• เกลือไทย 1/2 ช้อนชา

วิธีทำน้ำพริกแกงใต้

โขลกพริกกับเกลือให้ละเอียด จากนั้นใส่ส่วนผสมที่เหลือ โขลกต่อจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน

วิธีทำแกงปูใบชะพลู

1. ล้างปูนิ่มให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ นำมาคลุกกับแป้งสาลีให้ทั่ว จากนั้นนำไปทอดให้กรอบ พักไว้
2. ลวกเส้นหมี่ในน้ำเดือด ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ โรยกระเทียมเจียว เตรียมไว้
3. ผัดน้ำพริกแกงกับหัวกะทิให้แตกมันและมีกลิ่นหอม ค่อย ๆ ใส่หางกะทิทีละนิดจนหมด ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลมะพร้าว ใส่ใบชะพลู เนื้อปู และใบมะกรูด ชิมรสให้เค็มนำหวานตามเล็กน้อย เสิร์ฟพร้อมเส้นหมี่ลวกและปูนิ่มทอดกรอบ

2. แกงคั่วหมูย่างใบชะพลู

แกงคั่วหมูใบชะพลูเชย ๆ คงต้องชิดซ้ายให้กับแกงคั่วหมูย่างใบชะพลู สูตรจาก คุณ Xavitubbies สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม จับหมูหมักไปย่างจนหอม แล้วค่อยใส่ลงในแกงคั่วต้มจนเดือด กินกับข้าวสวยหรือขนมจีนก็อร่อยจ้า

ส่วนผสม แกงคั่วหมูย่างกับใบชะพลู

• หมูย่าง 250 กรัม (คอหมูหรือสันคอหมูจะนุ่มอร่อย ในสูตรใช้เป็นหมูสามชั้นผสมกับเนื้อไหล่ หมักด้วยซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ และ ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ แล้วเอาไปย่างบนกระทะเทฟลอน)
• หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง
• น้ำพริกแกงคั่ว 3 ช้อนแกง
• หางกะทิ 2 ถ้วยตวง
• น้ำตาลมะพร้าว (ประมาณเท่าหัวนิ้วมือ)
• น้ำปลา 1/2 ทัพพี
• ใบชะพลู 15-20 ใบ

วิธีทำแกงคั่วหมูย่างกับใบชะพลู

1. ย่างหมูใช้ไฟค่อนข้างแรง ย่างให้น้ำตกและมีกลิ่นหอม เสร็จแล้วก็เอามาหั่นชิ้นพอดีคำ
2. ตั้งหม้อ ใส่หัวกะทิลงไป 1/2 ถ้วยตวง แล้วตามด้วยพริกแกงคั่ว ผัดให้เข้ากันจนแตกมัน เสร็จแล้วก็เติมหัวกะทิที่เหลือลงไป
3. พอเดือดแล้วก็ใส่หมูย่างลงไป ผัดสักพักก็เติมหางกะทิทั้งหมดลงไป
4. ปรุงรสชาติด้วยน้ำปลากับน้ำตาลมะพร้าว ชิมรสชาติตามชอบ ใส่ใบชะพลูฉีก กดให้ใบชะพลูจมลงไปในน้ำแกง คนให้เข้ากัน ปล่อยให้เดือดสักพัก พอใบชะพลูสุกก็ปิดเตาแก๊สได้เลย


เมนูจากใบชะพลู แจก สูตรอาหารไทยเพื่อสุขภาพกลิ่นหอมอร่อยเพลิน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.parpaikin.com/สูตรอาหาร/

3
 สำหรับหลายๆ คนที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ กลิ้งอยู่บนเตียงเป็นชั่วโมงยังไม่หลับสักที ทำให้ตื่นเช้ามางัวเงีย เพลีย รู้สึกนอนไม่พอ ไปทำงานแบบไม่สดชื่นแจ่มใส หากคุณกำลังมีปัญหาเหล่านี้อยู่ห้ามพลาดบทความนี้ค่ะ วันนี้ Gurubaan จะนำเสนอถึงต้นไม้ชนิดต่างๆ ที่สามารถปลูกไว้ใน ห้องนอน ได้ เพื่อช่วยฟอกอากาศ ทำให้อากาศในห้องบริสุทธิ์ และทำให้คุณนอนหลับสนิทขึ้นได้ ช่วยลดความเครียด รวมไปถึงฝุ่นละอองต่างๆ ที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ค่ะ

1.ต้นลิ้นมังกร
ถือว่าเป็นต้นไม้ที่เหมาะสำหรับการปลูกในห้องนอนมากที่สุดค่ะ เพราะประโยชน์ของต้นไม้ชนิดนี้ ก็คือ จะคายออกซิเจนในเวลากลางคืน รวมไปถึงการดูดคาร์บอนไดออกไซด์ และสารพิษต่างๆ ที่อยู่ในอากาศของห้องนอนคุณ ทำให้อากาศบริสุทธิ์ในห้องนอน และคุณจะได้รับออกซิเจนอย่างเต็ม จะส่งผลให้คุณนอนหลับสนิทมากขึ้นค่ะ
วิธีปลูก: ง่ายที่สุด คือ การปักชำ ตัดต้นลิ้นมังกรมา 1 ใบ (ประมาณ 10 ซม) นำมาปักลงในดินที่เตรียมไว้ (ดิน 1 ส่วน ทราย 0.5 ส่วน ขุยมะพร้าว 2 ส่วน) รดน้ำปานกลาง และควรตั้งไว้ให้รับแสงแดดในเวลากลางวันค่ะ แต่ต้องระวังไม่ให้โดนแสงแดดมากเกินไป ไม่เช่นนั้นจะทำให้ใบไหม้ได้

2.ต้นมะลิ
กลิ่นหอมสบายๆ ของดอกมะลิจะช่วยทำให้ร่างกายคุณผ่อนคลาย ลดความเครียด ช่วยทำให้จิตใจสงบนิ่งมากขึ้น นอนหลับสนิทมากขึ้น ไม่ตื่นกลางดึก ทำให้ได้นอนอย่างเต็มที่แล้วตื่นขึ้นมาพร้อมความสดชื่นแจ่มใสค่ะ
วิธีปลูก: เตรียมกระถางขนาดพอดี ใส่ดินร่วนและปุ๋ยในอัตราส่วนเท่ากัน ต้นมะลิต้องการน้ำปานกลางค่ะ ควรรดน้ำทั้งเช้าและเย็น และตั้งวางไว้ริมหน้าต่างเพื่อให้รับแสงแดดบ้างค่ะ

3.ต้นว่านหางจระเข้
นอกจากจะมีประโยชน์ในเรื่องของการช่วยแผลไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวกแล้ว ยังช่วยให้คุณนอนหลับได้สนิทและดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย เนื่องจากต้นว่านหางจระเข้จะคายออกซิเจนออกมาในตอนกลางคืน ทำให้อากาศในห้องนอนมีออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น แถมยังดูแลง่ายอีกด้วยค่ะ
วิธีปลูก: ว่านหางจระเข้ชอบดินร่วนซุย และทรายลงไป ดินควรใส่ปุ๋ยด้วย ตัดลำต้นให้สั้นลงให้เหลือเพียง 2 – 3 นิ้ว ลำต้นที่ถูกตัดนี้จะงอกรากใหม่รวดเร็ว การลงดินอย่าลงลึกไป หรืออย่าตื้นจนต้นโยกเยก รดน้ำเพียงเล็กน้อย และต้องการแค่แดดรำไร ระวังอย่าให้ถูกแดดตอนเที่ยงและตอนบ่าย

4.ต้นปาล์มไผ่
ต้นนี้หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เป็นต้นไม้ต้นเล็กๆ ที่มีความสามารถในการฟอกอากาศได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนั้นยังช่วยกำจัดสารพิษในอากาศได้อีกด้วยค่ะ ส่งผลให้ในห้องนอนของคุณมีอากาศบริสุทธิ์ ทำให้นอนหลับสบายและตื่นขึ้นมาสดชื่นแจ่มใสค่ะ
วิธีปลูก: ทำการเตรียมดินร่วน 2 ส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ทราย 1 ส่วน และเศษไม้ผุ 1 ส่วน ค่ะ จากนั้นนำหน่อที่มีราก 3 รากมาปลูกลงในกระถางได้เลยค่ะ รดน้ำให้ชุ่มวันละ 1 ครั้ง และควรตั้งไว้ในที่โดนแสงแดดตรงๆค่ะ



เทคนิคช่วยให้นอนหลับสบาย : 6 ต้นไม้ที่ควรปลูกในห้องนอน ดูเพิิ่มเติมได้ที่ https://www.gurubaan.com/ห้องนอน/

4
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกอย่างเมื่อใช้งานไปนานๆ ก็ย่อมมีปัญหาจุกจิกตามมาเสมอ คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค ก็เช่นกัน เมื่อใช้ไปนานวันมักจะมีปัญหากวนใจ ทำให้คุณต้องนำเครื่องไปซ่อมทุกครั้ง จะดีแค่ไหนหากคุณสามารถซ่อม หรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องเสียเงินเลย

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อย่างโน๊ตบุ๊ค เมื่อใช้งานไปได้สักพักก็มักจะมีอาการรวน เปิดเครื่องไม่ได้ เครื่องดับ จนกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อที่จะต้องนำเครื่องไปร้านซ่อมทุกครั้งที่มีปัญหา วันนี้ Potatotechs มีเกร็ดความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจุกจิกที่มักเกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค ที่คุณซ่อมเองได้โดยไม่ต้องง้อช่างซ่อม ลองมาดูกันค่ะ ว่าจะมีปัญหาอะไรบ้างที่เราสามารถแก้ไขได้เอง

ปัญหากวนใจที่มักพบเจอ

1.Notebook เปิดไม่ติด

ถือว่าเป็นปัญหาเล็กๆ ที่เกิดขึ้นได้บ่อยมาก กดปุ่ม Power แล้วไม่ติด หรือบางทีไฟติดแต่หน้าจอไม่แสดงภาพ หากใครพบปัญหารบกวนเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง ลองทำตาม 4 วิธีนี้ดูนะคะ

1.1 เมื่อกดปุ่ม Power แล้วไฟ LED ติด แต่หน้าจอไม่ติด ให้ลองกดปุ่ม Power ค้างไว้ 15-30 วินาทีค่ะ แล้วกดเปิดอีกครั้ง

1.2 เป็นเพราะปัญหาของ RAM ในเครื่องเสีย ลองถอด RAM ออกมาทำความสะอาดแล้วเสียบกลับเข้าไปใหม่ จากนั้นลองเปิดเครื่องดูอีกครั้ง

1.3 ถ้าหน้าจอไม่ติด ลองกดปุ่ม CTRL, ALT และ DEL พร้อมกันทั้ง 3 ปุ่ม แล้ว Restart เครื่อง

1.4 ถ้าหน้าจอไม่ติด ลองยก โน๊ตบุ๊ค ขึ้นมาเขย่าเบาๆ เพราะปัญหาอาจจะเกิดจากการที่การ์ดจอหลวม ทำให้หน้าจอไม่ติด

2.ใช้งานอยู่แล้วเครื่องดับเอง

ถ้าคุณกำลังใช้งานอยู่เกิดอาการดับไปเอง ปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดมาจากความร้อน ใช้งานในบริเวณที่มีอุณหภูมิร้อนเกินไป หรือพัดลมระบายอากาศเสีย ทำให้ไม่สามารถระบายความร้อนเครื่องได้ ส่งผลให้เครื่องเกิดอาการ Overheat และดับไป สำหรับ Notebook นั้น หลักๆ แล้วจะมีอุปกรณ์ที่ช่วยระบายความร้อนด้วยกัน 2 ตัว คือ

Heat Sink : คือ อุปกรณ์ระบายความร้อนจาก CPU หรือการ์ดจอ จะมีลักษณะเป็นอลูมิเนียม หรือหลอดทองแดง

Cooling Fan หรือ พัดลมระบายความร้อน : ระบบที่ช่วยระบายความร้อนที่สำคัญของเครื่องคอมพิวเตอร์ ในขณะที่เครื่องทำงานจะเกิดความร้อนในตัว อุปกรณ์นี้จะช่วยรักษาอุณหภูมิของเครื่องไม่ให้พุ่งสูงเกินไปกว่าที่ตัวเครื่องจะทนได้ ยิ่งใช้งานหนัก หรือเครื่องมีการประมวลผลมากเท่าไร ความร้อนภายในเครื่องก็จะสูงตามไปด้วย หากพัดลมระบายความร้อนตัวนี้เสีย อาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เกิดอาการ Overheat หรือ CPU ไหม้ได้

หากช่องระบายความร้อน หรือ Heat Sink มีฝุ่นละอองอุดตัน ทำให้ความร้อนสะสมภายในเครื่องได้ รวมถึง CPU ร้อนเกิน ส่งผลให้เครื่องเกิดอาการค้าง หรือดับไปเองได้ค่ะ สามารถแก้ไขได้โดยถอดเคสตัวเครื่องออกมา จัดการทำความสะอาด Heat Sink หรือพัดลมระบายความร้อน (โน๊ตบุ๊คแต่ละรุ่นจะวางตำแหน่งอุปกรณ์ 2 ตัวนี้แตกต่างกัน อาจอยู่ติดหรือแยกจากกัน)


ซ่อม โน๊ตบุ๊ค เองได้ก่อนคิดเข้าศูนย์ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.potatotechs.com/โน๊ตบุ๊ค/

5
ทำให้โตเร็ว
ให้อาหารสดครับ ลูกน้ำดีที่สุด  ไรแดงด้วยจะโตเร็ว  แต่ข้อเสียคือน้ำจะขุ่นและเสียเร็ว ถ้าน้ำขุ่นให้เปลี่ยนน้ำดีกว่านะครับ บางคนไม่อยากเปลี่ยนน้ำใช้น้ำยาปรับใสแทน ไม่ดีครับ เพราะตัวปลาจะปรับสภาพตามนั้น พอมาเปลี่ยนน้ำอีกทีปลาจะว่ายเอื่อยๆบางตัวก็หงายท้องไปซะงั้น จะทำให้ไม่สบายใจกันเปล่าๆ และอีกอย่างที่อยากแนะนำคือ แหนครับ  แหนเล็กๆเขียวๆนี่แหล่ะทำให้ปลาทองโตเร็ว เคยไปเยี่ยมชมฟาร์มปลาที่ ปากท่อ ราชบุรีที่บ่อนี้เขามีเคล็ดลับครับเขาเลี้ยงแหนไว้ให้ปลากินกันเลย ผมเคยลองมาแล้วปลาชอบมากครับ  แต่จะโตเร็วโตช้าก็ขึ้นอยู่กับใจคนเลี้ยงครับว่าร้อนแค่ไหน 
ทำให้สวย
มีผู้กล่าวว่า ถ้าเลือกซื้อปลาที่สวยและมีสายเลือดที่ดี นำไปเลี้ยงแล้วปลามีการพัฒนาที่ด้อยลง แสดงให้รู้ว่าฝีมือการเลี้ยงยังไม่ดี ถ้าเลี้ยงแล้วปลาคงสภาพเดิม ฝีมือการเลี้ยงก็อยู่ในระดับทั่วไป แต่ถ้าเลี้ยงไปแล้วปลามีพัฒนาการที่ดีขึ้น ยิ่งโตยิ่งสวยขึ้น ก็เรียกได้ว่า มีฝีมือการเลี้ยงที่ดีมาก การที่จะทำให้การเลี้ยงปลาทองให้โตด้วย และสวยได้ั ไม่ใช่เรื่องยากเย็น การเตรียมความพร้อมให้ครบถ้วนตามที่ได้เขียนไว้ข้างต้น เป็นพื้นฐานของการเลี้ยงปลาให้มีคุณภาพดีได้ ปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุด ก็คือ การเอาใจใส่ ดูแลปลา อย่างสม่ำเสมอ การรักษาคุณภาพน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำปลาทองของท่านอยู่เสมอ ๆ หากเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ทุกวันยิ่งดี ไม่ใช่เรื่องยากหากท่านมีการเดินท่อน้ำใหม่ และเดินท่อน้ำเก่าทิ้ง เพียงแต่เปิดให้น้ำเก่าไหลทิ้ง ดูดสิ่งสกปรก ขี้ปลา ออก และเปิดเติมน้ำใหม่ลงสู่บ่อทีละน้อย ก็จะทำให้บ่อปลาของท่านมีน้ำที่ใสสะอาดอยู่ตลอดเวลา อุณหภูมิของน้ำใหม่ มักจะสูงกว่าอุณหภูมิของน้ำในบ่อ การเปิดเติมน้ำใหม่ทีละน้อย จะช่วยให้ปลาสามารถปรับตัวได้ และมีสุขภาพแข็งแรง ควรหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างกระทันหัน เพราะอาจจะทำให้ปลาอ่อนแอ และป่วยได้
การให้อาหารปลา ควรเลือกสรรอาหารปลาที่สะอาด และมีคุณภาพดี ในปัจจุบันอาหารเม็ดก็มีการพัฒนาคุณภาพของสินค้าขึ้นไปมาก มีโปรทีนสูง และอาหารเม็ดบางชนิดก็ช่วยให้ปลาย่อยง่าย ขับถ่ายเป็นปกติ และสามารถซื้อหาได้สะดวก ควรให้อาหารแก่ปลาครั้งละน้อย ให้ปลาสามารถกินหมดได้ภายใน 5-10 นาที หากเป็นปลาเล็ก จนถึงปลาในรุ่นโทไซ ควรให้อาหารบ่อยครั้งเพื่อให้ปลาสมบูรณ์ หากไม่มีเวลามากพอ ก็สามารถหาซื้อเครื่องให้อาหารปลาอัตโนมัติ ซึ่งตั้งเวลาการให้อาหารปลา และจำนวนอาหารมากน้อยตามที่ต้องการได้ การให้อาหารสด จำพวก หนอนแดง ลูกน้ำ ก็จะทำให้ปลามีความสมบูรณ์เต็มที่ แต่ทั้งนี้อาจจะเสี่ยงต่อการติดโรคได้ จึงควรนำอาหารเหล่านี้มาฆ่าเชื้อ โดยการแช่ในน้ำที่ผสมยาที่สามารถฆ่าปรสิต ปลิงใส เห็บ และเชื้อโรคอื่น ๆ ได้ เช่น ยา Aquarium 2 , ไซเตส หรือแช่ในน้ำผสมด่างทับทิม เป็นต้น โดยแช่ไว้ในระยะเวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นนำไปล้างในน้ำสะอาดหลาย ๆ เที่ยว แล้วจึงค่อยให้ปลากิน หรืออีกวิธีคือการนำอาหารสดล้างให้สะอาดตามขั้นตอนข้างต้น จากนั้นนำไปแช่ช่องแข็งในตู้เย็น อย่างน้อย 3 วัน แล้วจึงค่อยให้ปลากิน ก็จะสามารถควบคุมโรคได้อย่างดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ้การล้างอาหารสดให้สะอาดก่อนให้ปลากินจะแก้ไขปัญหาของเชื้อโรคที่ติดมาได้ แต่ข้อสำคัญอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้ามก็คือเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาดหลังจากการให้อาหารสด
การจับปลาขึ้นมาจากบ่อ ควรใช้กาละมังตักปลาขึ้นมาพร้อมกับน้ำ หรือกระชอนพิเศษที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ การจับปลาด้วยมือเปล่าควรล้างมือให้สะอาดก่อน แต่ก็ไม่ควรทำ เพราะอุณหภูมิของมือคนจะอยู่ที่ประมาณ 36.5 องศา แต่อุณหภูมิของปลาจะต่ำกว่ามาก หากต้องการจับปลาด้วยมือจริง ๆ ให้นำมือแช่ไว้ในบ่อปลาสักพักหนึ่งก่อนแล้วค่อยจับ ก็สามารถช่วยได้
เมื่อปลาป่วย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสิ่งมีชีวิต ก็ควรรีบทำการรักษาทันที อย่าปล่อยไว้สักระยะแล้วค่อยรักษา เพราะจะทำให้ปลามีอาการทรุดลง และยากต่อการรักษา การที่ปลาจะป่วยได้จะต้องมีสาเหตุ ลองนึกย้อนหลังไปสัก 1-2 วันว่า การเลี้ยงของท่านมีอะไรผิดปกติไปบ้างหรือเปล่า เช่น ให้อาหารสดที่ไม่สะอาด , ปล่อยให้น้ำในบ่อสกปรก โดยไม่เปลี่ยนถ่ายน้ำ, น้ำฝนตกสู่บ่อ เป็นต้น การรักษาในเบื้องต้นคือการเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาด แล้วใส่เกลือสะอาดลงไปในบ่อเล็กน้อย งดการให้อาหารเด็ดขาด เปิดออกซิเจนให้แรงขึ้น คอยดูอาการ หากวันรุ่งขึ้นยังไม่ดีขึ้น ให้เติมเกลือลงในบ่อเพิ่ม รวมเป็นประมาณ 300 กรัม ต่อน้ำ 100 ลิตร ตามปกติปลาจะมีอาการดีขึ้นภายใน 1 –2 วัน
สรุปแล้ว ก็คือ น้ำสะอาด อาหารสมบูรณ์ หลีกเลี่ยงที่จะทำให้ปลาต้องปรับสภาพกะทันหัน เพียงเท่านี้ก็สามารถเลี้ยงปลาให้สวยได้แล้ว
ผมรวบรวมวิธีการเลี้ยงปลาทอง โดยอาศัยประสบการณ์ในการเลี้ยงที่ผ่านมา โดยเฉพาะปลาทอง Ranchu, Tosakin และ Jikin และอาศัยการสังเกต และสอบถาม Breeder ที่มีชื่อเสียง จากการที่ได้เดินทางไปเยี่ยมชมฟาร์มปลาที่ประเทศญี่ปุ่น แต่โดยทั่วไปแล้ว ปลาทองทุกสายพันธุ์จะมีวิธีการเลี้ยงที่ใกล้เคียงกัน ทำให้สามารถนำวิธีการเลี้ยงนี้ ไปใช้ได้กับปลาทองทุกชนิด


การเพาะ

ปลาทองจัดว่าเป็นปลาที่ดำเนินการเพาะพันธุ์ได้อย่างง่ายๆ   โดยวิธีการเพาะแบบช่วยธรรมชาติ   ปกติปลาทองจะมีการแพร่พันธุ์วางไข่ในตู้กระจกหรือบ่อที่ใช้เลี้ยงอยู่แล้ว   ซึ่งมักจะไล่ผสมพันธุ์วางไข่ในตอนเช้าของวันถัดไปหลังจากที่ผู้เลี้ยงมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่ให้   แต่ที่ผู้เลี้ยงไม่พบว่ามีลูกปลาทองเกิดขึ้นในตู้เลี้ยงปลา   เนื่องจากว่าปลาทองเป็นปลาที่ไข่ทิ้งไม่มีการดูแลรักษาไข่   เมื่อวางไข่แล้วก็จะหวนกลับมากินไข่ของตัวเองอีกด้วย   นอกจากนั้นปลาทองตัวอื่นๆหรือปลาชนิดอื่นที่เลี้ยงรวมอยู่ในตู้ด้วย   ก็จะคอยเก็บกินไข่ที่ออกมาด้วย   กว่าที่ไข่ที่เหลืออยู่จะฟักตัวออกมา   ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2 - 3  วัน   ไข่ก็จะถูกปลาทยอยเก็บกินไปเกือบหมด   ส่วนไข่ที่รอดจากถูกกินจนตัวอ่อนฟักตัวออกมา   ตัวอ่อนที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ก็จะกลายเป็นอาหารที่ดีของปลาต่างๆอีก   เพราะลูกปลาจะมีขนาดพอๆกับลูกน้ำ   ทำให้ถูกจับกินไปจนหมดอย่างรวดเร็ว

                  ดังนั้นหากต้องการลูกปลาทองก็จำเป็นต้องมีการจัดการการเพาะให้ถูกต้อง   จึงจะได้ลูกปลาจำนวนมากตามต้องการ     การเพาะปลาทองจะทำได้ดี   คือ   ปลาวางไข่ง่าย   ตั้งแต่เดือนเมษายน  ถึง  เดือนกันยายน   โดยดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

6.1 การเตรียมบ่อเพาะ   บ่อที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลาทองควรเป็นบ่อซีเมนต์   มีขนาดประมาณ  1  ตารางเมตร   ขัดล้างให้สะอาดด้วยแปรงและสบู่แล้วฉีดน้ำล้างหลายๆครั้ง   จากนั้นเตรียมน้ำใหม่ที่ระดับประมาณ  20 - 25  เซนติเมตร  นอกจากนั้นยังอาจใช้กะละมังขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 เซนติเมตรเป็นบ่อเพาะปลาทองก็ได้

                  ปลาทองหรือปลาเงินปลาทอง   มีชื่อสามัญว่า  Goldfish   เป็นปลาสวยงามน้ำจืดที่นิยมเลี้ยงมานานแล้ว   จัดเป็นปลาที่ติดตลาด   คือเป็นปลาที่มีจำหน่ายในร้านขายปลาสวยงามทุกร้านและสามารถขายได้ราคาดีตลอดปี   โดยทั่วไปจัดว่ามีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน   ซึ่งชาวจีนจะเรียกปลาทองที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติว่า Chi Yu  และเรียกปลาทองที่เลี้ยงอยู่ตามบ้านว่า Chin Chi Yu   ในประเทศญี่ปุ่น   ปลาทองได้รับความนิยมเลี้ยงกันอย่างมาก   และมีการพัฒนาวิธีการเพาะพันธุ์   มีการคัดเลือกปลาที่มีลักษณะเด่นต่างๆมาผสมพันธุ์กัน   ทำให้ได้ปลาทองที่มีลักษณะสวยงามขึ้นมาหลายชนิด   และได้รับความนิยมแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ
1 ประวัติของปลาทอง           

                ชาวจีนเป็นชาติแรกที่นิยมเลี้ยงปลาทอง  โดยปลาทองสายพันธุ์ดั้งเดิมไม่มีความสวยงาม มากนัก   มีลักษณะทั่วไปคล้ายปลาไน   เพียงแต่ว่ามีสีสันสวยงามและสดกว่าปลาไน   





มีสูตรเลี้ยง ปลาทอง หรือปลาเงินปลาทอง ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petcitiz.info/รู้ก่อนคิดเลี้ยงปลาทอง/

6
หากเพื่อน ๆ กำลังมองหาสถานที่ส่วนตัวไว้ร้องเพลงระบายความเครียดกันอยู่ละก็ ร้านคาราโอเกะ ที่เราคัดมาฝากกันในวันนี้ น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกดี ๆ สำหรับคนที่คลั่งไคล้ในเสียงเพลง ชอบร้องเพลงปาร์ตี้กับแก๊งเพื่อน ชนิดที่ว่าตะโกนร้องแบบไม่ต้องอายใคร แถมยังสั่งเมนูอร่อยกับเครื่องดื่มเย็น ๆ มาคลายความหิวระหว่างพักได้อีกด้วย ส่วนจะมีร้านไหนน่าสนใจบ้าง ตามไปชมพร้อม ๆ กันเลย

1. ร้าน Yes R&B karaoke

เป็นหนึ่งในร้านสุดประทับใจสำหรับคนชอบร้องคาราโอเกะเลยก็ว่าได้ สำหรับ Yes R&B karaoke ร้านสุดฮิตย่านทองหล่อ กับบริการห้องคาราโอเกะแนวใหม่ใจกลางเมืองที่ตกแต่งห้อง 30 แบบ 30 สไตล์ รับรองไม่มีเบื่อ อาทิ ห้องคนเห็นหมี, ห้องโรงลิเก, ห้องคุก และห้องแม่มด เป็นต้น เข้ากับระบบสัมผัสที่ทันสมัยอีกด้วย แถมยังมีอุปกรณ์ชุดคอสตูมเก๋ ๆ มาเป็นพร็อพเพิ่มอรรถรส นอกจากนี้เพื่อน ๆ ยังสามารถอิ่มเอมไปกับเสียงเพลง (ที่นี่อัพเดทเพลงใหม่ ๆ ทุกอาทิตย์) เคล้าเมนูอาหารรสเลิศและเครื่องดื่มสุดว้าว เรียกได้ว่าเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับชวนชาวแก๊งมาสนุกสุดเหวี่ยง

ราคา : ราคาเริ่มต้นที่ 1,500 บาท

2. Waterside Restaurant

หนึ่งในร้านอาหารย่านเกษตรนวมินทร์บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ ที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งร้านในสไตล์รีสอร์ท ส่วนห้องคาราโอเกะก็ตกแต่งแบบร่วมสมัย ด้วยการเลือกใช้วัสดุไม้เป็นหลัก ภายในร้านแบ่งโซนที่นั่งให้เลือกเอ็นจอยเยอะแยะมากมาย และที่พลาดไม่ได้ก็คือ โซนห้องคาราโอเกะ ที่แบ่งห้องให้เลือกหลายขนาดตั้งแต่เล็ก, กลาง ไปถึงใหญ่ ภายในตกแต่งอย่างสวยงามด้วยโซฟานุ่ม ๆ เข้ากับแสงไฟวิบวับเข้ากับผนังกระจกที่สามารถนั่งชมวิวสวย ๆ นอกร้านได้ เหมาะสำหรับนัดเพื่อน ๆ มาจัดปาร์ตี้วันเกิด เปิดห้องฉลองในเทศกาลต่าง ๆ แถมยังสามารถสั่งอาหารต่าง ๆ มานั่งทานในห้องได้สบาย ๆ อีกด้วย

ราคา : ราคาเริ่มต้นที่ 1,500 บาท
เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-01.00 น.

3. Karaoke City ลาดพร้าว

ร้าน Karaoke City เปิดบริการด้วยแนวคิดเมืองบันเทิงมี Style Design ด้วยเสียงเพลง ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ ตรงถนนเรียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ โดยเน้นให้เพื่อน ๆ ได้เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลง แถมดีไซน์การตกแต่งห้องยังสวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสุด ๆ โดยห้องคาราโอเกะของร้านก็มีให้เลือกหลากหลายขนาดกว่า 30 ห้อง มีการจัดแบ่งโซนต่าง ๆ ตามแนวเพลง อาทิ โซนเอเชีย, โซนยุโรป, โซนอเมริกาเหนือ, โซนอเมริกาใต้, โซนแอฟริกา และโซนเพลงไทย เพื่อตอบสนองความสนุกสนานตามความต้องการแบบไม่รู้จบ อีกทั้งยังมีเมนูอาหารมากมายให้เลือกเติมพลังระหว่างร้องเพลงอีกด้วย

ราคา : ราคาเริ่มต้นที่ 1,500 บาท
เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-01.00 น.

4. Monte Carlo Club

ร้าน Monte Carlo Club หนึ่งในร้านอาหารแนวบาร์ แอนด์ เรสเทอรองต์ กับบริการห้องคาราโอเกะแนวโมเดิร์น ด้วยรูปแบบการเลือกเพลงจากหน้าจอ Touch Screen ส่วนขนาดของห้องก็มีให้เลือกตั้งแต่ห้อง S (ไม่เกิน 10 คน) ราคา 2,500 บาท, ห้อง M (15-20 คน) ราคา 3,500 บาท และห้อง L (10-20 คน) ราคา 4,500 บาท ซึ่งภายในห้องก็ตกแต่งด้วยสีสันสวยงามพร้อมโซฟานุ่ม ๆ เพียบพร้อมด้วยโต๊ะและจอทีวีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับนัดเพื่อน ๆ มาแฮงก์เอาท์ปลดปล่อยความสนุกกันให้เต็มที่



ร้าน เที่ยวกลางคืน คาราโอเกะสุดฮิตในกรุงเทพฯ แหล่งนัดพบของคนชอบร้องเพลง ร้าน เที่ยวกลางคืน คาราโอเกะสุดฮิตในกรุงเทพฯ แหล่งนัดพบของคนชอบร้องเพลง  ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.tomorrowland.club

7
นอกจากปัญหาสิวหรือริ้วรอยที่คอยกวนใจสาว ๆ แบบขั้นสุดแล้ว ก็ยังมีปัญหารูขุมขนกว้างนี่แหละ ที่พอเจอแล้วก็ปวดหัวตุ๊บ ๆ เพราะมันแก้ไขได้ยากจริง ๆ ซึ่งกระปุกดอทคอมขอบอกเลยว่าในโลกนี้ไม่มียาอะไรทาให้รูขุมขนหายไปได้ มีแต่ก็แค่ทำให้กระชับหดตัวลง ด้วย 7 วิธีนี้ที่สาว ๆ ควรลองเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากสาวรูขุมขนกว้างคนไหนลองทำแล้วละก็ รับรองว่าจากผิวแย่จะกลายเป็นผิวสวย ประหนึ่งเกิดมาก็ผิวดีเลยอะไรแบบนี้ …

ล้างหน้าให้สะอาด

รู้หรือไม่ว่าอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้รูขุมขนใหญ่กว้าง ก็เป็นเพราะสิ่งสกปรกเข้าไปอุดตันในรูขุมขนน่ะสิ พอรู้แบบนี้แล้วสาว ๆ ก็ต้องใส่ใจในการล้างหน้ากันให้มากขึ้น โดยก่อนนอนทุกคืนให้ล้างเครื่องสำอางให้เกลี้ยงด้วยคลีนเซอร์ แล้วค่อยตามด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าต่าง ๆ ต่อจนสะอาด และบอกเลยว่าอย่าแต่งหน้านอนเป็นอันขาดเลยนะคะ

บำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์

หากคุณเป็นสาวหน้ามันรูขุมขนกว้าง ก็อย่าเพิ่งคิดว่าจะไม่จำเป็นต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์นะคะ เพราะการปล่อยให้หน้าแห้งขาดน้ำ ผิวก็จะยิ่งผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ซึ่งน้ำมันเหล่านี้ก็สามารถเข้าไปอุดตันรูขุมขนและทำให้รูขุมขนกว้างได้ ฉะนั้นล้างหน้าสะอาดแล้วตามด้วยทามอยส์เจอไรเซอร์ด่วน ๆ เลยค่ะ

กินวิตามินซี

ถ้าไม่อยากเป็นสาวรูขุมขนกว้างอย่างกับบ่อน้ำมันละก็ การกินวิตามินซีนี่แหละเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เลย เพราะวิตามินซีจะช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนและความยืดหยุ่น ซึ่งคุณอาจจะหาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ผสมวิตามินซี หรือจะเลือกกินผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง หรือถ้าไม่สะดวกก็อาจจะเลือกกินวิตามินซีแบบเม็ดก็ได้นะคะ

สครับผิว

การทำความสะอาดรูขุมขนที่ดีกว่าการล้างหน้าธรรมดา ก็ต้องเป็นการสครับหรือการขัดผิวนี่แหละค่ะ โดยควรสครับผิวบ้าง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะได้ช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างในรูขุมขน รวมทั้งจะช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วบนผิว ซึ่งมันอาจจะเข้าไปอุดตันรูขุมขนได้ออกไป งานนี้แหละผิวสวยใสไม่หมอง แถมรูขุมขนยังเล็กลงด้วย

ทาครีมกันแดด

ขาดอะไรก็ขาดได้แต่อย่าขาดครีมกันแดด ! เพราะรังสียูวีนี่แหละคือตัวการทำลายคอลลาเจนและความยืดหยุ่นของผิว ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับการทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นด้วยล่ะ ฉะนั้นก่อนออกจากบ้านหรือแม้แต่นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ในบ้าน คุณก็ควรทาครีมกันแดดป้องกันเอาไว้ก่อน ถ้าทำจนติดเป็นนิสัยรับรองว่าผิวสวย ๆ จะอยู่แค่เอื้อมเลยล่ะ

เลือกผลิตภัณฑ์เสริมคอลลาเจน

ในเมื่อรู้แล้วว่าการที่คอลลาเจนในผิวลดลง เป็นสาเหตุที่ทำให้รูขุมขนกว้าง ฉะนั้นเราก็ต้องมาเสริมคอลลาเจนในผิวกันหน่อย ด้วยการเลือกอาหารที่ช่วยเพิ่มคอลลาเจนให้ผิว เช่น ถั่วเหลือง ปลาแซลมอน อะโวคาโด หรือพวกอัลมอนด์ ทั้งอร่อยทั้งช่วยให้ผิวดี แบบนี้แฮปปี้ฟินเว่อร์

มาสก์หน้า

การมาสก์หน้าบ้างสัก 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็ช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้นได้นะคะ แต่ไม่ต้องไปมองหามาสก์เคมีที่อาจจะรุนแรงต่อผิวหรอก อาจจะหามาสก์จากธรรมชาติ เช่น มาสก์ว่านหางจระเข้ มาสก์ไข่ขาว มาสก์โยเกิร์ต หรือมาสก์น้ำผึ้ง ก็ช่วยกระชับรูขุมขนได้อีกทาง



บ๊ายบายบ่อน้ำมันกว้างใหญ่บนผิวหน้า ด้วย 7 วิธี กระชับรูขุมขน ให้เล็กลง ! ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.beautysanta.com/รูขุมขนกว้างวุฒิศักดิ์/

8
ความเครียดของคนเราเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความเครียดที่เกิดจากการเรียน การสอบ การทำงาน หรือแม้แต่เรื่องครอบครัว เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดในชีวิตประจำวัน เอาล่ะค่ะ วันนี้พาไปกินจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ อาหารลดความเครียด กัน ว่าแต่จะมีอาหารประเภทใดบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ

1. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ขึ้นชื่อว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่แล้วนั้น ไม่ว่าจะเป็นเบอร์รี่ชนิดใดก็ตาม ในผลของมันจะมีสารที่เรียกว่า “แอนโทไซยานิน”ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งสารชนิดนี้จะช่วยลดอาการอักเสบ ชะลอริ้วรอย และช่วยลดความเครียด นับว่าเป็นผลดีต่อผิวพรรณของสาวๆ แถมยังมีประโยชน์ในการลดน้ำหนักอีกด้วย ถือได้ว่าเพียงแค่ทานผลเบอร์รี่ก็ได้ประโยชน์หลายอย่างเลยทีเดียวค่ะ

2. วอลนัท

วอลนัท หรือ อาหารในตระกูลถั่ว ถือได้ว่าเป็นอาหารที่มีไขมันชนิดดีต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังมีเมลาโทนิน ทำให้อารมณ์ดี รู้สึกผ่อนคลาย จิตใจสงบ นอนหลับง่าย รวมถึงมีวิตามินอีช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เกี่ยวกับความเครียด ลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการของโรคหัวใจ และช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วยค่ะ แหมใครจะไปคิดว่าเพียงถั่วเม็ดเล็กๆ ก็ทำให้เราคลายเครียดได้เหมือนกัน เคี้ยวเพลินๆ หายเครียดเฉย

3. กล้วยหอม

เมื่อเรามีความเครียด ความดันเลือดนั้นจะสูงขึ้น และส่งผลให้รู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว หากเราได้ทานกล้วยหอมซึ่งมีโพแทสเซียมและวิตามินเข้าไป จะช่วยให้อาการเครียดลดลงได้ แถมยังลดความดันเลือดให้กลับมาอยู่ในภาวะปกติ และทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ช่วยลดอารมณ์ซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี หากท่านไหนที่มีอาการนอนไม่หลับแล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้ทานกล้วยหอมหลังมื้อเย็นแล้วค่อยนอนค่ะ เพราะกล้วยหอมนั้นอุดมไปด้วยกรดอะมิโน และทริปโตเฟน ซึ่งเป็นสารประกอบสำคัญของการสร้างเซโรโทนินฮอร์โมนในร่างกาย ที่ช่วยให้หลับง่ายขึ้นนั่นเองค่ะ

4. อะโวคาโด

ผลไม้ที่มีวิตามิน B สูง ซึ่งช่วยทำให้ลดระดับความเครียดในร่างกายได้อย่างรวดเร็ว บำรุงระบบประสาและเซลล์สมอง อีกทั้งทำให้การทำงานของสมองมีความรวดเร็ว ไม่เมื่อยล้าแม้สมองต้องทำงานหนัก และไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม แถมยังมีไขมันไม่อิ่มตัวชนิด (monounsaturated fats) ที่ช่วยเรื่องหัวใจอีกด้วย ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นค่ะ อะโวคาโดยังมีสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักได้ มีทั้งไฟเบอร์และกรดโอเลอิก ซึ่งเป็นไขมันที่จะทำปฏิกิริยาให้สมองรู้สึกว่าอิ่ม ถือเป็นตัวอย่างของไขมันไม่อิ่มตัวที่มีประโยชน์

5. ช็อกโกแลต

สารกาเฟอีนในช็อกโกแลตช่วยให้เรารู้สึกมีความสุข โดยเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสาร เอ็นโดรฟิน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ “สารแห่งความสุข” ช่วยปรับอารมณ์และจิตใจให้เข้าสู่สภาวะปกติ มีผลต่อสมองเพราะช่วยให้ตื่นตัว กระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉงอีกด้วย แต่ข้อเสียก็คือน้ำตาลในช็อกโกแลตมีผลต่อความอ้วนอย่างแรง

ทริคลดความเครียดอย่างง่ายๆ

1.ออกกำลังกายอย่างน้อย สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที

2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

3.งดสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

4.พักผ่อนให้เพียงพอ และรู้จักผ่อนคลาย

5.รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ



แนะนำ เมนูอาหาร บำบัดความเครียด ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.parpaikin.com/เมนูอาหาร/

9
ขั้นตอนการตรวจรับบ้านจะต้องตรวจสอบให้ละเอียดทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นกำแพงบ้าน ประตู หน้าต่าง พื้น ระบบท่อน้ำ ฯลฯ เสมือนเรากำลังเล่นเกมจับผิดภาพ หากคุณไม่ตรวจสอบคุณภาพให้ดีก่อนเข้าอยู่ คุณอาจจะต้องนอนฝันร้ายไปชั่วชีวิตเลยก็ได้

บ้านแสนรัก ที่คุณหวังจะให้เป็นพี่พักพิงทั้งยามหลับ และยามตื่น เงินที่จ่ายไปก็เสียไม่ใช้น้อย คงไม่ดีแน่หากคุณเซ็นรับบ้านก่อนเข้าไปตรวจสอบคุณภาพ เพราะอาจจะต้องนอนฝันร้ายไปอีกนาน เนื่องจากสภาพห้อง บานประตู หรือหน้าต่าง ยังทำไม่เสร็จสมบูรณ์ และถูกเมินเฉยจากเจ้าของโครงการ ฉะนั้นแล้วเราไปดูกันดีกว่าว่าก่อนเซ็นรับบ้านต้องตรวจเช็คจุดไหนบ้าง

คำแนะนำเบื้องต้น
ช่วงเวลาในการตรวจงานที่ดีที่สุดคือช่วงกลางวัน เพราะจะมีแสงสว่างเพียงพอที่จะทำให้คุณมองเห็นได้ทุกซอกทุกมุม ควรเริ่มตรวจเช็คทีละห้อง ไม่ต้องรีบ ถ่ายรูปไว้ทุกห้อง และไม่ควรหลงเชื่อเจ้าหน้าที่ที่ให้เซ็นรับงานทั้งๆ ที่ยังพบว่างานไม่เรียบร้อย เพราะเมื่อคุณเซ็นไปแล้วก็ยากที่ทางโครงการจะรับผิดชอบ หรือกลับมาแก้ไขจุดบกพร่องให้ และหากงานยังไม่เสร็จตามเวลาที่ต้องเซ็นรับบ้าน ก็ไม่ควรย้ายเข้าไป นอกจากจะทำให้เสียเวลาแล้วคุณอาจจะหงุดหงิดมากๆ ด้วยค่ะ

สิ่งที่ควรตรวจสอบ

1. พื้นที่นอกบ้าน
รั้วและประตูถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญไม่แพ้ตัวบ้าน ในกรณีที่เป็นประตูบานเปิด ประตูที่ดีควรจะเปิดได้สะดวก ไม่รู้สึกหนัก ไม่ฝืดติดอะไร แต่ก็ต้องไม่ลื่นหรือหลวมจนเกินไป หากเป็นประตูบานเลื่อน ก็ไม่ควรมีความรู้สึกฝืด เลื่อนแล้วไม่ตกราง ถ้าเป็นประตูเหล็กก็ควรตรวจเช็คเรื่องสีกันสนิมให้ดีค่ะ

2. ผนังบ้าน
ตัวผนังกำแพงนี่สำคัญมากๆ ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอก หากมีลักษณะเหมือนการแตกลายงา ซึ่งเกิดจากการแยกตัวของปูนฉาบที่แห้งไม่สม่ำเสมอกัน สามารถแก้ไขได้ด้วยการโป้วสี บางรอยเกิดจากปูนฉาบร่อน เพราะไม่เกาะตัวกับวัสดุก่อผนัง และถ้ามีรอยร้าวต้องรีบแจ้งกับทางวิศวกรที่เดินตรวจงานกับเรา แต่ไม่ต้องตกใจไปนะคะ การฉาบปูนอาจจะมีการร่อน การยืดหยุ่นของเนื้อปูนได้ ไม่ได้เป็นที่โครงสร้างร้าว แต่ก็ต้องดูรอยว่าลึกหรือไม่ลึก ถ้าลึกมากก็ควรให้เขาฉาบใหม่ แต่ถ้ารอยไม่ลึกก็ให้เขาโป้วสีให้ใหม่ค่ะ

3. ตรวจสอบพื้น
สามารถตรวจสอบได้ง่ายมาก เพียงสังเกตด้วยตา หรือการสัมผัสด้วยมือ เช่น พื้นผิวเรียบดี หรือแอ่น และโก่งไหม วิธีง่ายๆ คือ การนำลูกแก้ววางบนพื้น ห่างกันประมาณ 10 ซ.ม. แล้วดูว่าลูกแก้วไหลไปทางไหน ถ้าไหลไปรวมกันแสดงว่าพื้นเป็นหลุม หากจุดไหนมีลูกแก้วติดอยู่แสดงว่าพื้นปูด แต่ถ้าปูพื้นด้วยกระเบื้อง ให้ใช้เหรียญบาทเคาะที่พื้นดูว่ามีเสียงโป่งๆ ที่พื้นหรือเปล่า หากมีให้ทำสัญลักษณ์โดยการมาร์คจุดไว้เพื่อให้ทางโครงการปรับแก้

4. ระบบสุขาภิบาล
คุณจะต้องเปิดก๊อกน้ำเพื่อดูการไหลของน้ำ ดูการทำงานของวาล์วทุกตัวว่าใช้งานได้หรือไม่ และต้องตรวจดูว่าเครื่องสุขภัณฑ์อย่าง อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ หรืออ่างล้างจาน เมื่อปล่อยน้ำไว้จนเต็มแล้ว ให้สังเกตการระบายว่าไหลได้สะดวกไหม แล้วปล่อยน้ำออกทันที ถ้าน้ำไหลไม่สะดวก เกิดเสียงดังปุดๆ สันนิษฐานได้ว่าไม่มีท่ออากาศ ท่ออากาศอุดตัน หรือทำท่ออากาศเล็กเกินไป

5. ระบบไฟ
ให้เปิดไฟในบ้านและนอกบ้านทุกดวง เพื่อตรวจดูว่าสามารถใช้งานได้ครบทุกดวงหรือไม่ สำหรับสวิตช์ไฟฟ้าให้ลองเปิด–ปิดทุกดวง และควรเตรียมอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊กไปด้วย ทางที่ดีนำอุปกรณ์วัดไฟไปด้วยก็จะดีที่สุดค่ะ

6. งานสีและวอลเปเปอร์
ใช้วิธีตรวจที่ง่ายมาก งานติดวอลเปเปอร์ต้องเรียบเนียน ไม่โปร่งพอง ส่วนสีให้ดูที่ความสม่ำเสมอของเนื้อสี ความกลมกลืน ไม่มีรอยด่าง เนื้อสีไม่ลอกหลุดร่อน ส่วนใหญ่ทางโครงการจะทำมาดี ไม่ค่อยมีที่ติเนืองจากเป็นจุดที่ตรวจสอบง่าย

7. ฝ้าและหลังคาบ้าน
การตรวจสอบฝ้าเพดาน ให้ตรวจสอบรอยต่อของตัววัสดุ จะต้องได้แนวฉาก แผ่นฝ้าไม่เป็นริ้วคลื่นจนขาดความสวยงาม เว้นระยะห่างเท่ากันตลอด ฝ้าเพดานที่ปิดโครงหลังคาจะต้องสังเกตดูว่ามีร่องรอยน้ำรั่วมาจากหลังคาหรือไม่ ถ้ามีก็ควรบอกให้ช่างแก้ไข หาสาเหตุของน้ำรั่วซึม วิธีตรวจสอบการรั่วซึมของน้ำ ทำได้ด้วยการฉีดน้ำให้ทั่วหลังคา แล้วตรวจดูว่ามีการรั่วซึมหรือไม่ โดยสังเกตร่องรอยน้ำหยดที่พื้น หรือคราบน้ำที่ฝ้าเพดาน



เช็คลิสต์ 8 ข้อ ก่อนตรวจรับ บ้าน หลังใหม่ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gurubaan.com/บ้าน/

10
Samsung ได้เปิดตัวชุดพัฒนาเซ็นเซอร์ถ่ายภาพ ISOCELL Dual ที่มาพร้อมกับ อัลกอริทึมซอฟต์แวร์ เพื่อแก้ปัญหาการพัฒนากล้องคู่ในสมาร์ทโฟนระดับกลาง และระดับล่าง

ชุดพัฒนาดังกล่าวประกอบไปด้วยเซ็นเซอร์ 13 + 5 ล้านพิกเซล สำหรับการถ่ายภาพเอฟเฟก Bokeh (หน้าชัดหลังเบลอ), เซ็นเซอร์ 8 + 8 ล้านพิกเซล สำหรับการถ่ายภาพในที่มืด และ อัลกอริทึม ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสามารถพัฒนาฮาร์ดแวร์ในสมาร์ทโฟนทุกระดับ รวมถึงระดับล่าง เพื่อรองรับการถ่ายภาพทั้ง 2 แบบข้างต้น ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

Ben K. Hur รองประธานฝ่ายการตลาดของ System LSI ที่ Samsung Electronics กล่าวว่า

?ชุดพัฒนา ISOCELL Dual ครบวงร ของ Samsung นี้ จะทำให้การพัฒนาสมาร์ทโฟนเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น และช่วยให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนทุกระดับ สามารถใช้งานฟีเจอร์กล้องคู่ได้อย่างน่าพึงพอใจ?



Samsung เปิดตัวชุดพัฒนาเซ็นเซอร์ ISOCELL Dual: เน้นพัฒนากล้องคู่ใน สมาร์ทโฟน ทุกระดับ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.potatotechs.com/สมาร์ทโฟน/

11
Cars & Services / เฮ้ยยย! น้อง หมา กินอึต้องทำอย่างไร
« เมื่อ: มิถุนายน 04, 2018, 10:41:11 AM »
 สุนัขที่กินอึ หรือฉี่ของตัวเอง จะพบในสุนัขเพศเมียมากกว่าเพศผู้
• มักเกิดขึ้นกับสุนัขอายุน้อย หรือลูกสุนัข และจะพบได้น้อยในสุนัขที่มีอายุเยอะ

ใครที่เลี้ยงหมาอาจจะเคยเห็นพฤติกรรมแปลกๆ เช่น การกินอึ หรือ ฉี่ ของตัวเองกันมาบ้าง ว่าแต่ว่าพวกมันทำอย่างนั้นไปทำไมนะ แล้วการปล่อยให้กินอึแบบนี้จะปลอดภัยรึเปล่านะ? วันนี้น้องแมวสีเทาจะพาไปดูสาเหตุที่ทำให้น้องหมากินอึตัวเองกันค่ะ

หมา02

1. การกินอึที่ติดเป็นนิสัย
สุนัขอาจจะอยู่ในอารมณ์เบื่อหน่าย เพราะถูกทิ้งให้อยู่ตัวเดียวเป็นประจำ โดยอาจจะโดนขังให้อยู่ในกรงตลอดเวลา และกรงที่สุนัขอาศัยอยู่นั้นอาจไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกสุขลักษณะ ทำให้เมื่อสุนัขขับถ่ายออกมาจึงเกิดความสกปรกเลอะเทอะ สุนัขก็ทำความสะอาดโดยการเลีย เมื่อทำแบบนี้บ่อยๆ มันจะเกิดความเคยชินกับการเลียอึ หรือฉี่ของตัวเอง และในที่สุดสุนัขก็จะเข้าใจว่าอึและฉี่เป็นอาหารไปโดยปริยาย

2. เกิดจากความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร
อาจเกิดขึ้นจากร่างกายของสุนัขไม่สามารถย่อย หรือดูดซึมรับเอาอาหารที่กินเข้าไป เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ อาจพบในสุนัขที่มีปัญหาเรื่องตับอ่อน ไม่สามารถสร้างน้ำย่อยได้ สุนัขที่ป่วยเป็นโรคนี้หากกินอะไรเข้าไปแล้วขับถ่ายออกมา อึจะยังคงมีลักษณะเดิมของอาหารที่กินเข้าไป เพียงแต่อาจถูกบดย่อยให้เล็กลง และเละขึ้นเท่านั้น สุนัขที่ป่วยเป็นโรคนี้จะหิวง่ายและกินอึของตัวเองได้

3. การสื่อสารที่ไม่ดีของผู้เลี้ยงกับน้องหมา
อีกด้านหนึ่งในมุมมองของนักจิตวิทยา การที่สุนัขกินอึหรือฉี่ของตัวเอง อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงการสื่อสารที่ไม่ดีของผู้เลี้ยงกับสุนัข การที่สุนัขกินอึหรือฉี่ของตัวเองนั้น อาจเกิดจากการที่เจ้าของมักจะดุหรือตี เมื่อสุนัขขับถ่ายไม่เป็นที่เป็นทาง หรือไม่ตรงตามจุดที่เจ้าของเตรียมไว้ให้ เมื่อโดนดุและโดนตีมากๆ จะทำให้สุนัขเกิดความเครียด และกลัวว่าจะถูกทำโทษอีก สุนัขจึงรู้สึกว่าเมื่อขับถ่ายออกมาแล้วต้องรีบทำลายหลักฐานโดยการกิน เพื่อไม่ให้เจ้าของรู้ว่าตัวเองขับถ่ายไม่เป็นที่ เพื่อไม่ให้ถูกลงโทษอีก

วิธีแก้ไขพฤติกรรม
1. รีบเก็บอึไปทิ้ง เมื่อสุนัขถ่ายเสร็จแล้วให้เจ้าของรีบเก็บทิ้งทันที

2. ดุเมื่อเห็นน้องหมากินอึ เมื่อเห็นน้องหมากินอึให้ดุเขาทันทีเลยค่ะ หรือทำเสียงดังๆ เพื่อให้เขาตกใจ เมื่อทำแบบนี้ทุกครั้งสุนัขก็จะค่อยๆ เรียนรู้ไปเองว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ผิด

3. พาน้องหมาไปขับถ่าย เจ้าของควรที่จะพาเค้าออกไปเดินเล่นเพื่อการขับถ่ายอย่างเป็นเวลา และสม่ำเสมอ เมื่อน้องหมาทำธุระเสร็จให้จูงน้องหมาออกมาจากบริเวณนั้น และให้รางวัลเป็นขนม หรือของเล่น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

4. เปลี่ยนกลิ่นอึของน้องหมา ทำให้เค้าเกลียดกลิ่นอึของตัวเอง โดยการเอาพริกป่น พริกไทย หรือน้ำส้มสายชู มาเทราดลงบนอึของน้องหมา

5. ปรับเปลี่ยนอาหาร เติมส่วนผสมบางอย่างลงไปในอาหาร เพื่อทำให้อุจาระมีกลิ่นที่ผิดปกติไปจากเดิม เช่น การเติมน้ำมันพืช 15 ซี.ซี. ต่อน้ำหนักตัวของสุนัข 4.5 กิโลกรัม



เฮ้ยยย! น้อง หมา กินอึต้องทำอย่างไร ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petcitiz.info/หมา/

12
พืชสีเขียวเล็ก ๆ ที่ขึ้นลามไปทั่วในช่วงหน้าฝน จนทำให้บ้านดูสกปรก แถมยังทำให้พื้นลื่น สาเหตุของอุบัติเหตุในบ้านด้วย

เมื่อฝนมา…ภายในบ้านมันก็จะชื้น ๆ ต้นเหตุหลักที่ทำให้เกิด ตะไคร่น้ำ หรือชื่อภาษาอังกฤษที่เรียกว่า มอสส์ (Moss) มาเกาะบ้าน ทำลายบรรยากาศไปซะหมด ถึงหลายคนจะบอกว่า มันดูสวยดี แต่ยังมีบางบ้านที่ไม่ต้องการให้มันขึ้น กระปุกดอทคอมเลยไม่รอช้าที่จะนำวิธีกำจัดตะไคร่น้ำมาฝากกันค่ะ สำหรับบ้านไหนที่ไม่อยากให้ตะไคร่น้ำเกาะ ก็เลือกวิธีที่เหมาะสมไปกำจัดเลยค่ะ

1. น้ำร้อน

วิธีนี้คือขั้นพื้นฐานของการกำจัดตะไคร่น้ำ โดยการราดน้ำต้มเดือดตรงที่มีตะไคร่น้ำ ตามด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอื่น ๆ เทซ้ำลงไปที่เดิม ก่อนใช้แปรงหัวแข็งขัดและทำความสะอาดอีกรอบ

2. เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง

วิธีนี้เป็นการกำจัดดตะไคร่น้ำแบบธรรมชาติเหมือนวิธีแรกนั่นแหละค่ะ ด้วยการใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงมาฉีดบรรดาคราบตะไคร่น้ำที่เกาะอยู่ตามผนังหรือพื้นซีเมนต์ต่าง ๆ ให้ทั่ว คราบตะไคร่น้ำก็จะหายไปในทันที แต่วิธีนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลในบริเวณที่มีคราบตะไคร่น้ำเกาะหนา

3. น้ำส้มสายชู

น้ำส้มสายชูเป็นของดีที่ทุกบ้านต้องมีเลยค่ะ โดยนำน้ำส้มสายชูมาราดลงบนตะไคร่น้ำโดยตรง ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วขัดออก ราดน้ำเพื่อทำความสะอาดให้เกลี้ยง และที่สำคัญต้องทำให้แห้งด้วยนะคะ เพื่อกำจัดความชื้นตัวการที่ทำให้เกิดตะไคร่น้ำให้หมดไปแบบถาวรด้วย

4. สารฟอกขาว

หากทำวิธีด้านบนแล้วยังมีตะไคร่น้ำสีเขียว ๆ เกาะอยู่ งั้นต้องผสมสารฟอกขาว ¾ ถ้วยตวง กับน้ำเปล่า 1 แกลลอน เพื่อนำไปราดบนตะไคร่น้ำและทิ้งไว้ 10 นาที แล้วค่อยล้างออก แต่วิธีนี้ควรระวังไม่ให้ส่วนผสมไหลไปโดนต้นไม้เด็ดขาด ที่สำคัญถ้าจะให้ดีต้องทำวิธีนี้ในวันที่อากาศปลอดโปร่ง เพราะความร้อนจากแสงแดดจะทำให้ส่วนผสมแห้งเร็วขึ้น

5. แอมโมเนียมซัลฟาเมท (Ammonium Sulfamate)

แอมโมเนียมซัลฟาเมท (Ammonium Sulfamate) เป็นสารละลายที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ทำสวนทั่วไป เทใส่ที่ฉีดแล้วนำไปฉีดพ่นลงบนตะไคร่น้ำได้โดยตรง แต่อย่าลืมสวมอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัย แว่นตา ถุงมือ และที่สำคัญต้องปฏิบัติตามคู่มือการใช้งานโดยละเอียด หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีสิ่งมีชีวิตและพืชที่อยู่แถวนั้น แนะนำให้ทำในวันที่อากาศปลอดโปร่ง ไม่มีลมพัด เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีตกค้างอยู่ที่พืชชนิดอื่น ๆ ดีกว่า

วิธีกำจัดตะไคร่น้ำ

6. โซเดียมเพนตะคลอโรฟีเนต (Sodium Pentachlorophenate)

โซเดียมเพนตะคลอโรฟีเนต (Sodium Pentachlorophenate) เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนและเป็นสารก่อมะเร็ง ดังนั้นต้องระมัดระวังในการใช้เป็นอย่างมาก เริ่มจากสวมอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ให้พร้อม นำโซเดียมเพนตะคลอโรฟีเนต 1 ส่วน มาละลายเจือจางในน้ำเปล่า 8 ส่วน ให้เป็นเนื้อเดียวกันแล้วราดลงบนตะไคร่น้ำให้ทั่ว ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แต่ถ้าหากฝนตกลงมาก็ให้ทำซ้ำอีกครั้ง และต้องระวังให้มากอย่าให้สารเคมีไหลไปโดนต้นไม้อื่น ๆ



วิธี กำจัดสาหร่าย กำจัดตะไคร่น้ำบนพื้นและหลังคา ต้นเหตุที่ทำให้บ้านลื่นและดูสกปรก ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/กำจัดสาหร่าย/

13
จากกรณีที่ลาวต้องออกกฎหมายควบคุม และห้ามขยายพื้นที่เพาะปลูกจนกว่ารัฐบาลจะตรวจสอบและอนุญาตเสียก่อน

เนื่องมาจากการรุกรานพื้นที่เพาะปลูกของนักลงทุนจีน ที่บุกไปปลูกกล้วยในประเทศลาวพื้นที่ประมาณ 10,000 เฮกตาร์ หรือราวๆ 62,500 ไร่ และมีการลักลอบนำเข้าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ที่มีพิษรุนแรง รวมถึงแรงงานเครื่องจักรต่างล้วนมาจากประเทศตนเองเสียเกือบหมด ทำให้ทางการลาวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องรีบออกมาดูแลแก้ไขกฎหมายเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติไม่ให้เสียหายมากไปกว่านี้ เพราะประชาชนคนลาวแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรใดๆ นอกจากการอาบชโลมสารเคมีลงไปในผืนดินแผ่นน้ำอย่างไม่บันยะบันยังทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลงทุกที

ประเทศไทยเองก็ใช่ว่าจะหนีห่างจากทุนจีนได้ ทางจังหวัดเชียงราย อำเภอเชียงของ ก็มีการร้องเรียนเกี่ยวกับบริษัทคนจีนใช้คนไทยจัดตั้งบริษัทบังหน้าไม่กี่คน เป็นนอมินี แล้วเอาคนจีน แรงงานจีนเข้ามาบริหารจัดการ โดยการลักลอบนำสารเคมีจากประเทศของตัวเอง ด้วยการนำเข้ามาทางเส้นทางเศรษฐกิจ R3A หลังจากใช้ทรัพยากรบนผืนแผ่นดินไทยอย่างคุ้มค่า แล้วก็ขนผลผลิตกลับไปยังประเทศตนเอง ก่อนที่หน่วยงานรัฐจะเข้าไปตรวจเลือดหาสารพิษก็พบหลายราย และมีการขยายผลออกไป เพื่อระงับยับยั้งนายทุนจีนกลุ่มนี้ที่ไร้สำนึกความรับผิดชอบต่อการลงทุนในบ้านเมืองคนอื่น

ในประเทศไทยเองแต่ละปีมีตัวเลขการนำเข้าสารเคมีที่เป็นพิษเกือบแสนล้านบาท หรือมีปริมาณกว่า 5 ล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณมหาศาลที่พี่น้องเกษตรกรนำไปใช้อาบชโลมป่าทั้งป่า เขาทั้งเขา ให้ชุ่มฉ่ำไปด้วยสารพิษ เมื่อฝนตกก็ไหลลงไปสู่ต้นน้ำ และลงไปสู่เขื่อนผ่านไปยังปลายน้ำ ทำให้ระบบนิเวศน์ กุ้ง หอย ปู ปลา รวมถึงสัตว์ป่าล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก มนุษย์เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ทุกชีวิตต้องมามีอันเป็นไปเพราะสารเคมีที่เป็นพิษ

ปัจจุบันชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ได้เล็งเห็นถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรและผู้บริโภคในอนาคต จึงมีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ชีวภาพปราบโรคแมลงศัตรูพืชแบบปลอดภัยไร้สารพิษ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านการรับรองระบบการจัดการคุณภาพ GAP พืชและเกษตรอินทรีย์ (Organic) ได้รับการรับรองจากสำนักพัฒนาระบบ และการรับรองมาตรฐานสินค้าพืชให้เป็นปัจจัยการผลิตที่สามารถใช้ในการผลิตพืชอินทรีย์ ตามมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ ของกรมวิชาการเกษตร (Organic Thailand) สามารถละลายน้ำได้ 100 % ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหัวฉีดอุดตัน และผ่านการทดสอบความเป็นพิษที่เรียกว่า LD50 ทดสอบแล้วว่ามีความปลอดภัยมากกว่าน้ำปลา ประมาณ 10 เท่า ทำให้สามารถวางใจได้ว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระบวนการใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัย มีมาตรฐานในการผลิต และยังมีระบบการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า (QC) สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกล็อตการผลิต

สำหรับพี่น้องเกษตรกรที่ต้องการทางเลือกใหม่ในการเพาะปลูกหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรม แบบปลอดภัยไร้สารพิษ ตั้งแต่เริ่มกระบวนการผลิตหรือตั้งแต่ต้นน้ำก่อนจะออกสู่ปลายน้ำ ก็สามารถนำไปใช้ทดแทนโดยไม่ต้องพึ่งพาสารพิษแม้แต่หยดเดียว ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ชีวภาพทั้งหมด 5 ชนิด ขอเรียกว่า 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพเพื่อเกษตรกรไทย อันประกอบไปด้วย




ลดการใช้สารพิษ ด้วย จุลินทรีย์ชีวภาพ ของไทย ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/จุลินทรีย์ชีวภาพ/

14
 เชื่อไหมว่าเราสามารถลดรายการของใช้ในบ้านที่ต้องซื้อให้น้อยลงได้ทั้ง ๆ ที่มันจำเป็น ด้วยการหันมาทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใช้เอง แถมยังมั่นใจได้ว่าไม่มีสารเคมีตกค้างให้ต้องกังวลใจ รับรองเลยว่าปลอดภัย เพราะมาจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ แถมยังได้ผลดีเยี่ยมเทียบเท่าผลิตภัณฑ์ที่วางขายตามท้องตลาดอีกด้วย อย่าช้า ! รีบไปหาปากกากับกระดาษมาจดกันเลย

1. ผงซักฟอกเพิ่มพลังขจัดคราบ

คงไม่มีใครอยากจะใส่เสื้อผ้าเลอะคราบซ้ำ ๆ แน่นอน ดังนั้นเจ้าผงซักฟอกเลยกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราไปแล้ว แต่ที่วางขายตามท้องตลาดก็มีฤทธิ์แรงชนิดคราบตายเนื้อผ้าก็หายไปด้วย ถ้าอย่างนั้นเรามาผสมผงซักฟอกใช้เองดีกว่า เริ่มจากเทเบกกิ้งโซดา 2 ถ้วยตวงลงในอ่างผสม ตามด้วยไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ¼ ถ้วย และกลิ่นหอมสกัดตามใจชอบ จากนั้นใช้ส้อมคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จนเนียนไม่มีก้อนเบกกิ้งโซดาหลงเหลืออยู่อีก แล้วนำมาบรรจุใส่ขวดโหลเก็บไว้ใช้

2. ก้อนดับกลิ่นอับในรูท่อน้ำทิ้ง

รู้ไหมว่าท่อน้ำทิ้งแท้จริงไม่ต่างจากถังขยะ เวลาที่เราล้างจานเศษอาหารเน่าเสียก็ต้องไหลผ่านท่อนั้นทุกครั้ง นานวันก็ส่งกลิ่นอับที่ดับยาก ให้นำเบกกิ้งโซดา ¾ ถ้วยมาผสมกับเกลือ ½ ถ้วย น้ำยาล้างจาน ½ ช้อนชา และมะนาวอีก 1 ผล ใช้ส้อมคนส่วนผสมให้ทุกอย่างเข้ากันดี แล้วใช้ช้อนตักขึ้นมาวางบนถาดที่มีกระดาษรองให้เป็นก้อน ตั้งทิ้งไว้ 1 คืน พอแข็งตัวก็เก็บใส่โหล เมื่อได้กลิ่นตุ ๆ จากท่อน้ำให้รีบนำมาวางตรงรูท่อทันที

3. ผงทำความสะอาดพรม

ลงทุนซื้อพรมราคาแพงเพื่อรับแขกที่มาเยี่ยมบ้าน กลับต้องเพลี่ยงพล้ำเสียท่าให้เชื้อโรคเพราะสิ่งสกปรกทั้งหลาย ถ้าไม่อยากให้เป็นดังนั้น ก็ต้องปั่นส่วนผสมระหว่าง เบกกิ้งโซดา 2 ถ้วย แป้งข้าวโพด ½ ถ้วย ผงเมล็ดข้าวโพดบด ½ ถ้วย ใบกระวาน 4 ใบ กานพลู 1 ก้าน ปั่นให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นเทใส่ขวดที่มีฝาปิดเป็นรู แล้วนำเขย่าโปรยที่พรมให้ทั่ว เพื่อไล่กลิ่นเหม็นและฆ่าเชื้อไปในตัว

4. แผ่นอบแห้งแทนน้ำยาปรับผ้านุ่ม

หลากหลายยี่ห้อของน้ำยาปรับนุ่ม ที่นำเสนอความหอมนุ่มให้ได้เลือกใช้ แต่ก็ยังไม่โดนใจเราเท่าไร ถ้างั้นลองมาทำแผ่นอบแห้ง หรือน้ำยาปรับนุ่มชนิดแผ่นใช้เองดีกว่า แค่หาผ้าคอตตอนมาตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดฝ่ามือ แล้วมาผสมน้ำส้มสายชู ½ ถ้วย และกลิ่นน้ำหอมสกัดที่เราชอบ 8 หยด ลงในถ้วยผสม จากนั้นนำผ้าคอตตอนที่ตัดไว้มาชุบน้ำผสมให้ชุ่ม แต่ห้ามแช่ทิ้งไว้เด็ดขาด จากนั้นเก็บใส่ขวดโหลไว้ใช้ในตอนซักผ้า

5. น้ำยาขจัดคราบบนหินอ่อน และกระเบื้อง

ถึงพื้นผิวกระเบื้องและหินอ่อนจะลื่น ก็ไม่ได้แปลว่าคราบสกปรกจะลื่นหลุดง่ายตามไปด้วยหรอกนะ จะช้าอยู่ใยมาลองทำน้ำยาขจัดคราบบนหินอ่อน กระเบื้อง และเครื่องสุขภัณฑ์ดีกว่า เพียงแค่ผสมเบกกิ้งโซดา ½ ถ้วย ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ¼ ถ้วย กับน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชาให้เข้ากัน เทใส่ขวดไว้เตรียมขัดล้างพื้นผิวให้สะอาด



สูตรผลิตภัณฑ์ทำ น้ำยาทำความสะอาด ที่ทำเองได้ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/น้ำยาทำความสะอาด/

15
BCI-Enzyme Cleaner เอ็นไซม์ ย่อยสลายคราบน้ำมัน น้ำยาล้างคราบน้ำมัน BEN KLEAN Oil Removal® คือ BCI-Enzyme Cleaner เอนไซม์ล้างคราบน้ำมัน เป็นนวัตกรรมล่าสุดจาก BCI ที่ได้คิดค้นสกัด Enzyme & Bio Surfactant ที่มีความโดดเด่นพิเศษ มีคุณสมบัติ pH ที่เป็นกลาง ปลอดภัย ถนอมมือ และถนอมทุกผิวสัมผัส มีประสิทธิภาพสูงในการขจัดคราบน้ำมันทุกชนิดได้รวดเร็ว สามารถใช้ในการชำระล้างทั้งแบบแห้งและใช้น้ำ เหมาะกับการนำไปล้างคราบน้ำมันทั้งจากน้ำมันปีโตรเคมี และน้ำมันอินทรีย์

BEN KLEAN Oil Removal® BEN KLEAN Oil Removal® ผลิตภัณฑ์ล้างคราบน้ำมันอุตสาหกรรม พลังย่อยสลายและกำจัดคราบน้ำมันเข้มข้น
คุณสมบัติที่โดดเด่น

พลังทำความสะอาดเข้มข้น สามารถนำไปเจือจางได้อีก 20 เท่า
ขจัดคราบน้ำมันได้ทุกชนิด โดยไม่ทิ้งสารตกค้าง
มีประสิทธิภาพสูงในการล้างทุกพื้นผิว ล้างเครื่องมือ ล้างชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ และล้างมือ
กำจัดคราบสนิมได้ดี
ไม่ก่อให้เกิดการผุกร่อน และไม่ลุกติดไฟ
มี pH เป็นกลาง อ่อนโยนและปลอดภัยต่อผิวสัมผัส
ล้างและกำจัดกลิ่นเหม็นในคราเดียว
ปลอดภัยต่อคน สัตว์ และรักษาสิ่งแวดล้อม
ขนาดบรรจุ 1 ลิตร , 5 ลิตร . 20 ลิตร Reg. No. 23/2559

ส่วนผสม เอ็นไซม์สกัดจาก BCI 90% , BCA 9.5% , สีและกลิ่นธรรมชาติ 0.5 %

วิธีการใช้งาน
ใช้ เบนคลีน ออยรีมูฟเวอร์ แบบเข้มข้นเทลงบนพื้นผิวงานที่สกปรกมากโดยตรง
หรือนำไปเจือจากกับน้ำสะอาดได้ถึง 20 เท่า เพื่อนำไปใช้งานแต่ละประเภท

– ล้างส่วนประกอบเครื่องจักร ผสมเจือจาง 1:5
– ล้างทำความสะอาดพื้นผิวเปื้อนคราบน้ำมัน ผสมเจือจาง 1:20
– ล้างมือเปื้อคราบน้ำมัน ผสมเจือจาง 1:10
– สามารถปรับลดหรือเพิ่มความเข้มข้นได้ตามสภาวะปัญหาหน้างาน



ขจัดคราบน้ำมัน ขจัดสนิม น้ำยาล้างคราบน้ำมัน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/น้ำยาล้างคราบน้ำมัน/

16
กำจัดกลิ่นเหม็นด้วยจุลินทรีย์จุลินทรีย์-กำจัดกลิ่นเหม็นได้อย่างหมดจด โดยไม่มีสารเคมีตกค้างใดๆ

จุลินทรีย์ดับกลิ่นจะกำจัดกลิ่นเหม็นหรือดับกลิ่นเน่าเหม็นได้แทบทุกชนิด ยกเว้นกลิ่นที่เกิดจากสารเคมี ( จุลินทรีย์ไม่สามารถย่อยสลายสารเคมีบางชนิดได้ ) ดังนั้นการใช้จุลินทรีย์กำจัดกลิ่นเหม็นจึงไม่ควรใช้ร่วมกับสารเคมีใดๆ เพราะจะทำให้จุลินทรีย์ตายหรือเสื่อมสลายไปได้ จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่มีประโยชน์ต่อทั้งพืชและสัตว์รวมไปถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย 100% ไม่มีอันตรายใดๆต่อพืชและสัตว์ทุกชนิด ไม่มีสารเคมีเจือปน ไม่ต้องการอากาศ ดังนั้นหลังการใช้จุลินทรีย์ทุกๆครั้งต้องรีบปิดฝาให้สนิททันที ใช้ในแต่ละครั้งพอประมาณตามที่ต้องการ และส่วนที่นำออกมาใช้งานควรใช้ให้หมดในคราวเดียวกัน การเก็บจุลินทรีย์ควรเก็บให้ห่างจากแสงแดด อุณหภูมิที่ 30 – 45 องศาเซลเซียส กรณีจุลินทรีย์บรรจุอยู่ในขวดและทำให้ขวดบรรจุบวม ( ก๊าซที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาของจุลินทรีย์ ) วิธีแก้ไขคือคลายฝาขวดเล็กน้อย เพื่อระบายก๊าซออก เสร็จแล้วให้หมุนกลับทันที ( ปิดฝาขวด )

วิธีการใช้จุลินทรีย์กำจัดกลิ่นเน่าเหม็น ของเสีย กลิ่นเหม็น กลิ่นคาว กลิ่นสาบ ฯลฯ จากสิ่งปฏิกูลต่างๆ

1 ) กลิ่นเหม็นจากมูลสัตว์ กลิ่นปัสสาวะจากฟาร์มสัตว์เลี้ยง เช่น ฟาร์มสุนัข ฟาร์มสุกร ฟาร์มโคกระบือ ฯลฯ โดยเฉพาะฟาร์มสัตว์เลี้ยง เช่น ฟาร์มสุกร จะส่งกลิ่นเหม็นแรงมาก ดังนั้นการใช้จุลินทรีย์ต้องใช้ปริมาณให้ถึงเพื่อดับกลิ่นเน่าเหม็นเหล่านี้ให้หมดจด

วิธีการ : การใช้ในครั้งแรก นำ จุลินทรีย์สดแบบเพียวๆโดยไม่ผสมน้ำ เทลงในบัวรดน้ำ ( บัวรดน้ำต้นไม้ ) หรือถังสำหรับฉีดพ่นต่างๆ แต่ต้องล้างให้สะอาดก่อน ระวังอย่าให้มีสารเคมีตกค้าง ( เพราะจะไปทำลายจุลินทรีย์ ) หลังจากนั้นก็นำไปรดหรือฉีดพ่นลงบนพื้นที่มีมูลสัตว์หรือบริเวณที่มีกลิ่นเน่าเหม็น กรณีที่มูลสัตว์เพิ่มขึ้นทุกๆวันหรือมีสิ่งปฏิกูลเพิ่มขึ้นทุกวันในปริมาณที่มากก็ควรใช้รดทุกวัน แต่ถ้าปริมาณสิ่งปฏิกูลและกลิ่นมีไม่มาก ใช้รด 3-4 วันหรืออาทิตย์ละครั้งก็ได้ แล้วแต่ปัญหาของแต่ละท่าน
การใช้ในครั้งที่สองและครั้งต่อๆไป ให้นำจุลินทรีย์ผสมกับน้ำ อัตราส่วน 1 : 1 ( กรณีต้องการเข้มข้นสูง ) หรือ 1 : 5 หรือ 1 : 10 , 20 , 30 ……… ตามความต้องการ ถ้ากลิ่นแรงก็อาจใช้ความเข้มข้นสูง 1 : 1 หรือ 1 : 5 เป็นต้น ถ้ากลิ่นไม่แรงมากนักก็อาจใช้ความเข้มข้นน้อยลง 1 : 50 หรือ 1 : 100 ก็ได้ การใช้จุลินทรีย์ใช้บ่อยได้ตามความต้องการ ไม่มีอันตรายใดๆต่อพืชและสัตว์ ช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น

2 ) กลิ่นเหม็นจากบ่อเกรอะ ส้วม ห้องน้ำ ตามบ้านที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนี่ยม โรงพยาบาล โรงแรม ฯลฯ

ใช้จุลินทรีย์สดไม่ผสมน้ำเทลงในบ่อเกรอะ / โถส้วม / ท่อน้ำทิ้ง โดยใช้จุลินทรีย์ 1 ลิตรต่อสิ่งปฏิกูลขนาด 1คิว กรณีคอนโดมิเนี่ยม โรงแรม โรงพยาบาล ซึ่งมีปริมาณสิ่งสกปรกมากอาจใช้ความเข้มข้นเพิ่มขึ้น กรณีของเสียส่งกลิ่นเหม็นแรงให้ใช้จุลินทรีย์ 2-3 ลิตรต่อปริมาตรน้ำเสีย 1 คิว ใช้บ่อยได้ตามความต้องการ

3 ) กลิ่นเหม็นจากตลาดสด ร้านอาหาร ซึ่งตลาดสดและร้านอาหารจะมีเศษพืชผักและไขมันสัตว์ทับถมกันเกิดการเน่าเสียทำให้ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ การใช้จุลินทรีย์กำจัดกลิ่นเหล่านี้ รดหรือราดสดไม่ผสมน้ำลงในบ่อหรือหลุมที่รวมเศษอาหารหรือตะแกงดักไขมันหรือบริเวนที่ส่งกลิ่นเน่าเหม็น การใช้จุลินทรีย์กับท่อที่ไขมันอุดตันก็ทำเช่นเดียวกัน โดยการเทราดลงในท่อที่อุดตันแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้จุลินทรีย์ย่อยสลายไขมันตามธรรมชาติ ข้อควรระวังคือห้ามใช้จุลินทรีย์ร่วมกับสารเคมีเด็ดขาด



บำบัดน้ำเสีย วิธีการกำจัดกลิ่นเหม็นจากน้ำเสียด้วยจุลินทรีย์ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/บำบัดน้ำเสีย/

17
อีกสาเหตุของน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานครคือ ไขมันที่จากร้านอาหาร ไม่ผ่านการดักไขมัน ก่อนปล่อยน้ำทิ้งลงสู่ท่อระบายน้ำ วันนี้ทีมข่าวพีพีทีวี ลงพื้นที่พร้อมเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร เพื่อขุดลอกท่อระบายน้ำ พบก้อนไขมันหนาและแข็งตัว สะสมอยู่ในท่อ ทำให้น้ำไม่สามารถระบายได้

“ไขมัน”อุดตันท่อระบายน้ำเหตุจัดการผิดวิธี
ทันทีที่เปิดฝาท่อระบายน้ำ พบ ไขมัน ลักษณะแข็งหนา ไม่ต่างจากหินปูน ลอยตัวจับกันเป็นก้อน สะสมในท่อระบายน้ำ จนน้ำไม่สามารถระบายได้ เจ้าหน้าที่จึงใช้จอบตักขึ้นมา หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่หมด ทำให้ต้องลงไปในท่อ แล้วใช้ตะกร้าช้อนขึ้นมา แต่น้ำยังไม่ระบาย ต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ลูกลาก สอดเข้าไปจากท่อนี้ เพื่อให้โผล่ไปยังอีกท่อ ใช้แรงดึงด้วยกำลัง 4 คน ลูกลากถึงผ่านออกมาได้ พร้อมกับก้อนไขมัน ส่งผลให้น้ำในท่อไหลได้ช้าๆ และลดลงเรื่อยๆ

ท่อระบายน้ำนี้อยู่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งในซอยสุขุมวิท 23 แม้เจ้าหน้าที่กรุงกรุงเทพมหานคร จะเคยขุดลอกมาแล้วเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ยังกังวลว่า หากผู้ประกอบการยังไม่ดักไขมัน เมื่อฝนตกหนัก อาจจะทำให้น้ำในท่อไม่สามารถระบายได้ สอดคล้องกับคำบอกเล่าของประชาชนว่า ช่วงฝนตกหนักติดต่อกัน 2-3 ชั่วโมง น้ำจะท่วมขังผิวถนน

จากข้อมูลกองจัดการขยะของเสียอันตรายและสิ่งปฏิกูล สำนักวิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร พบว่า แหล่งที่มาของการเกิดไขมัน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 50 เขต มีทั้งหมด 15,473 แห่ง เกินกว่าครึ่ง เป็นร้านอาหาร นั่นหมายความว่า หากร้านอาหารเหล่านี้ ไม่มีวิธีการกำจัดไขมัน ตั้งแต่เริ่มต้น สิ่งที่ตามมาจะก่อให้เกิดปัญหามากกว่าน้ำท่วมได้

ไขมันเหล่านี้จะนำไปเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ โดยกรุงเทพมหานครมีโรงงานกำจัดไขมัน โดยเฉพาะ 2 แห่ง รองรับไขมันได้ 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่พบมีไขมันเข้ามาในโรงงานเฉลี่ย 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวันเท่านั้น เนื่องจากผู้ประกอบการบางส่วน อาจจะจัดการไขมันเหล่านี้เอง หรือใช้บริการบริษัทเอกชน แต่หากไม่บำรุงรักษาบ่อดักไขมัน อาจจะทำให้ไขมันปะปนออกมาพร้อมกับน้ำทิ้งได้


“ไขมัน”อุด ท่อตัน ระบายน้ำเหตุจัดการผิดวิธี ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/ท่อตัน/

18
ส้วมราดไม่ลง มี 2 สาเหตุ คือ มีสิ่งอุดตัน และส้วมเต็มเพราะน้ำซึ่งกรณีนี้ต้องแก้ที่ต้นเหตุ

วิธีแก้ปัญหา ส้วมราดไม่ลงเพราะมีสิ่งอุดตัน

สิ่งอุดตันอาจเกิดจากอุจาระแข็งและก้อนใหญ่ หรือสิ่งอื่นๆหล่นลงในโถส้วมเช่นก้อนสบู่ เศษผ้า ถุงพลาสติก กระดาษ ฯลฯ.ไปกองรวมกันอยู่ที่ข้องอ ทำให้เกิดการขวางทางของน้ำ เมื่อราดน้ำแล้วน้ำจะเอ่อเต็มอ่างส้วมหรือน้ำไหลลงช้า
วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้น กรณีส้วมราดไม่ลง ให้ใช้ยางปั๊มส้วม(ราคาไม่เกิน60บาท)ปั๊มขณะที่น้ำเอ่อ หรือให้น้ำท่วมยางปั๊ม จากนั้นก็ กดปั๊มๆๆ แล้วราดน้ำดู 70%ได้ผลตามที่แนะนำเพียงใช้ยางปั๊มให้ถูกวิธี

ความแตกต่างระหว่างส้วมเต็มกับส้วมอุดตัน
ลักษณะของส้วมเต็ม เมื่อราดน้ำ สิ่งขับถ่ายจะไม่ลง และต้องเทน้ำเยอะๆ ต้องราดหลายครั้งมันจึงจะลง ซึ่งต่างจากส้วมมีสิ่งอุดตัน ราดอย่างไรก็ไม่ลงและน้ำจะเอ่อเต็มส้วม พอทิ้งไว้สักพักน้ำก็จะค่อยๆแห้งหายไป
ส้วมเต็ม เรียกรถบริการมาดูดส้วมอย่างเดียวครับ..ไม่ต้องทำอย่างอื่น

ข้อสังเกตส้วมมีสิ่งอุดตันไหม?
การทิ้งช่วงใช้จะทำให้น้ำค่อยๆซึมลงหายไป เช่น พอทิ้งไว้สักพักหรือหนึ่งวันก็ราดลงแต่ทำได้แค่ครั้งเดียว ครั้งต่อไปน้ำไม่ลง นั่นหมายความว่า ในท่อส้วมมีสิ่งอุดตัน แนะนำลองใช้ยางปั๊มส้วมดูก่อนนะครับ
ใช้ยางปั๊มส้วมแล้วก็ไม่ดีขึ้น
ใช้ยางปั๊มส้วมแล้วไม่ได้ผล ก็ต้องลองใช้โซดาไฟ ที่จริงไม่อยากแนะนำให้ใช้เพราะมันเป็นเคมีและตัวมันเองอาจเป็นสาเหตุทำให้ท่อตันจากการละลายไม่หมดและจับตัวกันเป็นก้อน
แต่ส้วมที่ลาดไม่ลงแล้ว ทุกข์หนักวันนี้ของท่านจะเอาไปไว้ที่ไหน..ก็เลยจำเป็นต้องใช้

วิธีใช้โซดาไฟ
ปั๊มน้ำในโถส้วมให้เหลือน้อยที่สุด ให้แห้งเลยก็ได้ แล้วเทน้ำของโซดาไฟที่ละลายน้ำแล้วลงไป ทิ้งไว้สักพัก กดน้ำดู ถ้าโอเค! ก็จบ ขอให้โชคดี..
ถ้าไม่โอเค ก็ลองอีกสักรอบ ทำทั้งปั๊มและโซดาไฟ..และถ้าไม่ได้ผลจริงๆก็ต้อง…
ต้องเปิดบ่อส้วม ฐานส้วม ออกมาดูครับ เพื่อหาสิ่งอุดตัน ส่วนมากสิ่งอุดตันจะกองอยู่ในข้องอ ก็หาวิธีเอาออกเสีย (แนะนำให้เปิดที่บ่อส้วมก่อนหากสิ่งอุดตันอยู่ไม่ไกลจากบ่อส้วมก็อาจแก้ปัญหาได้)หน้านี้มีประโยชน์โปรดส่งต่อให้เพื่อนบ้านด้วยครับอย่างน้อยรู้ไว้ดีกว่าไม่รู้

บริการแก้ส้วมราดไม่ลง ส้วมตัน ที่ไหนดี?
หลายท่านโทรหาผมให้ผมแนะนำช่างให้ บางรายก็อยากให้ผมไปแก้ให้ ก็ต้องขออภัยที่ไม่อาจให้บริการได้นะครับ
ผมขอแนะนำหน่วยงานที่ให้บริการดังนี้ครับ ให้โทรติดต่อที่หน่วยงานเขตของท่านครับ เช่น เทศบาล อบต. เขาจะมีรถคอยให้บริการในราคาที่ไม่แพง ส่วนจะรับแก้หรือรื้อท่อส้วมไหม? ก็ต้องสอบถามกันเอาเอง
หากติดต่อหน่วยงานนั้นไม่ได้ ใช้บริการที่นี่เลยครับ อ้อ..ควรสอบถามราคาก่อนนะครับ..

ค้นหาเพื่อสิ่งที่ดีกว่า
ลองสอบถามบริการของรายนี้ดูครับ เขาฝากนามบัตรผมไว้ ตอนมาซื้อท่อส้วมที่ร้านผม
และได้คุยกับเขา ก็รู้ว่าเขาผ่านประสบการณ์มามาก ด้านแก้ไขส้วมเต็ม ส้วมเหม็น ซ่อมบ่อส้วมที่ปัญหาเกิดจากพื้นทรุดทำให้ท่อส้วมหลุดจากบ่อ




ความแตกต่างระหว่าง ชักโครกกดไม่ลง กับส้วมอุดตัน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/ท่อตัน/

19
กำจัดกลิ่นเหม็นด้วยจุลินทรีย์
จุลินทรีย์-กำจัดกลิ่นเหม็นได้อย่างหมดจด โดยไม่มีสารเคมีตกค้างใดๆ

จุลินทรีย์ดับกลิ่นจะกำจัดกลิ่นเหม็นหรือดับกลิ่นเน่าเหม็นได้แทบทุกชนิด ยกเว้นกลิ่นที่เกิดจากสารเคมี ( จุลินทรีย์ไม่สามารถย่อยสลายสารเคมีบางชนิดได้ ) ดังนั้นการใช้จุลินทรีย์กำจัดกลิ่นเหม็นจึงไม่ควรใช้ร่วมกับสารเคมีใดๆ เพราะจะทำให้จุลินทรีย์ตายหรือเสื่อมสลายไปได้ จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่มีประโยชน์ต่อทั้งพืชและสัตว์รวมไปถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย 100% ไม่มีอันตรายใดๆต่อพืชและสัตว์ทุกชนิด ไม่มีสารเคมีเจือปน ไม่ต้องการอากาศ ดังนั้นหลังการใช้จุลินทรีย์ทุกๆครั้งต้องรีบปิดฝาให้สนิททันที ใช้ในแต่ละครั้งพอประมาณตามที่ต้องการ และส่วนที่นำออกมาใช้งานควรใช้ให้หมดในคราวเดียวกัน การเก็บจุลินทรีย์ควรเก็บให้ห่างจากแสงแดด อุณหภูมิที่ 30 – 45 องศาเซลเซียส กรณีจุลินทรีย์บรรจุอยู่ในขวดและทำให้ขวดบรรจุบวม ( ก๊าซที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาของจุลินทรีย์ ) วิธีแก้ไขคือคลายฝาขวดเล็กน้อย เพื่อระบายก๊าซออก เสร็จแล้วให้หมุนกลับทันที ( ปิดฝาขวด )

วิธีการใช้จุลินทรีย์กำจัดกลิ่นเน่าเหม็น ของเสีย กลิ่นเหม็น กลิ่นคาว กลิ่นสาบ ฯลฯ จากสิ่งปฏิกูลต่างๆ

1 ) กลิ่นเหม็นจากมูลสัตว์ กลิ่นปัสสาวะจากฟาร์มสัตว์เลี้ยง เช่น ฟาร์มสุนัข ฟาร์มสุกร ฟาร์มโคกระบือ ฯลฯ โดยเฉพาะฟาร์มสัตว์เลี้ยง เช่น ฟาร์มสุกร จะส่งกลิ่นเหม็นแรงมาก ดังนั้นการใช้จุลินทรีย์ต้องใช้ปริมาณให้ถึงเพื่อดับกลิ่นเน่าเหม็นเหล่านี้ให้หมดจด

วิธีการ : การใช้ในครั้งแรก นำ จุลินทรีย์สดแบบเพียวๆโดยไม่ผสมน้ำ เทลงในบัวรดน้ำ ( บัวรดน้ำต้นไม้ ) หรือถังสำหรับฉีดพ่นต่างๆ แต่ต้องล้างให้สะอาดก่อน ระวังอย่าให้มีสารเคมีตกค้าง ( เพราะจะไปทำลายจุลินทรีย์ ) หลังจากนั้นก็นำไปรดหรือฉีดพ่นลงบนพื้นที่มีมูลสัตว์หรือบริเวณที่มีกลิ่นเน่าเหม็น กรณีที่มูลสัตว์เพิ่มขึ้นทุกๆวันหรือมีสิ่งปฏิกูลเพิ่มขึ้นทุกวันในปริมาณที่มากก็ควรใช้รดทุกวัน แต่ถ้าปริมาณสิ่งปฏิกูลและกลิ่นมีไม่มาก ใช้รด 3-4 วันหรืออาทิตย์ละครั้งก็ได้ แล้วแต่ปัญหาของแต่ละท่าน
การใช้ในครั้งที่สองและครั้งต่อๆไป ให้นำจุลินทรีย์ผสมกับน้ำ อัตราส่วน 1 : 1 ( กรณีต้องการเข้มข้นสูง ) หรือ 1 : 5 หรือ 1 : 10 , 20 , 30 ……… ตามความต้องการ ถ้ากลิ่นแรงก็อาจใช้ความเข้มข้นสูง 1 : 1 หรือ 1 : 5 เป็นต้น ถ้ากลิ่นไม่แรงมากนักก็อาจใช้ความเข้มข้นน้อยลง 1 : 50 หรือ 1 : 100 ก็ได้ การใช้จุลินทรีย์ใช้บ่อยได้ตามความต้องการ ไม่มีอันตรายใดๆต่อพืชและสัตว์ ช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น

2 ) กลิ่นเหม็นจากบ่อเกรอะ ส้วม ห้องน้ำ ตามบ้านที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนี่ยม โรงพยาบาล โรงแรม ฯลฯ

ใช้จุลินทรีย์สดไม่ผสมน้ำเทลงในบ่อเกรอะ / โถส้วม / ท่อน้ำทิ้ง โดยใช้จุลินทรีย์ 1 ลิตรต่อสิ่งปฏิกูลขนาด 1คิว กรณีคอนโดมิเนี่ยม โรงแรม โรงพยาบาล ซึ่งมีปริมาณสิ่งสกปรกมากอาจใช้ความเข้มข้นเพิ่มขึ้น กรณีของเสียส่งกลิ่นเหม็นแรงให้ใช้จุลินทรีย์ 2-3 ลิตรต่อปริมาตรน้ำเสีย 1 คิว ใช้บ่อยได้ตามความต้องการ

3 ) กลิ่นเหม็นจากตลาดสด ร้านอาหาร ซึ่งตลาดสดและร้านอาหารจะมีเศษพืชผักและไขมันสัตว์ทับถมกันเกิดการเน่าเสียทำให้ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ การใช้จุลินทรีย์กำจัดกลิ่นเหล่านี้ รดหรือราดสดไม่ผสมน้ำลงในบ่อหรือหลุมที่รวมเศษอาหารหรือตะแกงดักไขมันหรือบริเวนที่ส่งกลิ่นเน่าเหม็น การใช้จุลินทรีย์กับท่อที่ไขมันอุดตันก็ทำเช่นเดียวกัน โดยการเทราดลงในท่อที่อุดตันแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้จุลินทรีย์ย่อยสลายไขมันตามธรรมชาติ ข้อควรระวังคือห้ามใช้จุลินทรีย์ร่วมกับสารเคมีเด็ดขาด

กลิ่นเหม็นในห้องน้ำ ส่วนใหญ่จะมาจากท่อน้ำทิ้ง มีน้อยที่มาจากโถส้วมหรือชักโครก โดยเฉพาะท่อน้ำทิ้งในห้องน้ำหรืออ่างล้างมือที่ต่อท่อน้ำทิ้งลงรวมในบ่อเกรอะ ( บ่อเกรอะคือบ่อรับของเสียจากส้วมหรือชักโครกทั้งหมด ) ดังนั้นกลิ่นเหม็นจากท่อน้ำทิ้งจึงเป็นกลิ่นที่ลอยขึ้นมาตามท่อจากบ่อเกรอะ แต่ในบางกรณีที่ท่อน้ำทิ้งมีสิ่งสกปรกเกาะอยู่ตามท่อ เช่น ของเสียจากการอาบน้ำและอื่นๆ นานๆเข้าอาจส่งกลิ่นแรงได้ ดังนั้น จึงต้องหมั่นทำความสะอาดท่อน้ำทิ้งด้วยการใช้จุลินทรีย์ทำความสะอาดท่อไม่ให้สิ่งสกปรกเกาะอยู่ตามลำท่อ กับปัญหาท่อน้ำทิ้งมีกลิ่นลอยขึ้นมา โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ฝนตกหรือฤดูหนาว กลิ่นจะรุนแรงเป็นพิเศษและเกิดขึ้นบ่อยๆ ส่วนใหญ่จะคิดว่ากลิ่นมาจากชักโครก ในห้องน้ำแต่ละห้องจะมีท่อน้ำทิ้งหรือท่อเดรน เพื่อรับน้ำทิ้งจากการใช้สอยของคนเรา และท่อน้ำทิ้งเหล่านี้แหละคือตัวต้นเหตุของปัญหาท่อน้ำทิ้งมีกลิ่นเหม็น เพราะสิ่งสกปรกขนาดเล็กจะเกาะอยู่ตามท่อน้ำทิ้ง ซึ่งท่อน้ำทิ้งจะเป็นท่อพีวีซีที่ของเสียต่างๆเกาะติดได้ง่าย เมื่อสะสมนานๆเข้าจึงเกิดกลิ่นขึ้นมา และในบางกรณีท่อน้ำทิ้งดังกล่าวยังไปต่อเชื่อมเข้ากับบ่อเกรอะอีก ทำให้กลิ่นยิ่งรุนแรงขึ้นหลายเท่าตัว ทั้งกลิ่นจากบ่อเกรอะและกลิ่นของเสียที่เกาะติดอยู่กับท่อน้ำทิ้ง กรณีที่ท่อน้ำทิ้งเชื่อมต่อเข้ากับบ่อเกรอะ วิธีแก้ไขควรแยกบ่อน้ำทิ้งใหม่ ( ถ้ามีที่มากพอ ) เพราะโดยปกติทั่วไป บ่อรับน้ำทิ้งกับบ่อเกรอะต้องแยกกันคนละบ่อ ถ้านำมารวมเป็นบ่อเดียวกันจะเกิดปัญหากลิ่นแน่นอน ไม่ว่าบ้านใหม่หรือบ้านเก่าก็ตาม


บำบัดน้ำเสีย วิธีการกำจัดกลิ่นเหม็นจากน้ำเสียด้วยจุลินทรีย์ ดับกลิ่นเหม็น / ดับกลิ่นเน่าเหม็น เพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/บำบัดน้ำเสีย/

20
ไรฝุ่นนั้นพบได้มาก ที่เตียงนอน หมอน ผ้าห่ม และเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากเส้นใยอย่างโซฟาและพรมปูพื้น
แต่พบได้น้อยกับเครื่องใช้ที่เป็นวัสดุประเภทยางพารา ไม่ว่าจะเป็นหมอนยางพารา หรือที่นอนยางพารา ดังนั้นจึงยากที่เราจะหลีกเลี่ยงไรฝุ่นในชีวิตประจำวันได้

ที่นอน โซฟา หมอน หรือเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้อื่นๆ เป็นสิ่งอำนวยความสะดวก ที่จะนำพามาซึ่งความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต แต่ความสะดวกสบายนั้นต้องแฝงมากับเชื้อโรค โดยเฉพาะไรฝุ่น

ไรฝุ่น เป็นสัตว์ขนาดที่เล็กมาก ตาของเรานั้นไม่สามารถมองเห็น ไรฝุ่นเป็นต้นกำเนิดของโรคภูมิแพ้ โดยผู้ที่ได้รับผลจากไรฝุ่นจะมีอาการแสดงออกมา เช่น
เยื่อจมูกอักเสบ ผิวหนังอักเสบ และอาการของโรคหอบหืด ซึ่งอาการต่างๆนั้นจะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเราไม่น้อย

แล้วไรฝุ่นมาจากใหน ?
ตอบได้ง่ายมากครับ เพราะไรฝุ่นมีขนาดเล็กมาก มันจึงสามารถติดมากับนก หนู สัตว์เลี้ยงภายในบ้าน ลมพัดมา และอาจติดมากับเสื้อผ้าของตัวเราเองหลังจากกลับเข้ามาจากการทำงานหรือธุระนอกบ้าน
สำหรับสารก่อภูมิแพ้ของไรฝุ่น มักอยู่ในรูปของมูลและคราบของไรฝุ่นที่มีน้ำหนักเบา สามารถลอยปะปนในอากาศและสูดดมเข้าไปได้ โดยองค์การอนามัยโลกได้กำหนดระดับสารก่อภูมิแพ้ไว้ที่ 2 ไมโครกรัม/ฝุ่น 1 กรัม หรือไรฝุ่น 100 -500 ตัว/ฝุ่น 1 กรัมเป็นระดับมาตรฐานที่สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการหืดหอบในผู้ป่วยภูมิแพ้ได้ ทว่า ในประเทศไทยกลับตรวจพบสารก่อภูมิแพ้เฉลี่ยถึง 11 ไมโครกรัม/ฝุ่น 1 กรัม และในกรุงเทพฯ พบปริมาณของสารก่อภูมิแพ้เฉลี่ย 5 ไมโครกรัม/ฝุ่น 1 กรัม

การที่จะมีไรฝุ่นมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาความสะอาดของผู้ใช้เครื่องนอนและอายุการใช้งานของเครื่องเรือนเป็นหลัก โดยที่นอนหรือฟูกที่ทำจากนุ่นและใยสังเคราะห์ที่มีอายุการใช้งานนานกว่า 6 ปีจะมีความเสี่ยงจากไรฝุ่นจนเกิดโรคภูมิแพ้ได้มากที่สุด เมื่อเทียบกับที่นอนประเภทยางพาราที่ไม่กักเก็บไรฝุ่น
ขณะที่อาหารของไรฝุ่นนั้นต้องถือว่ามีมากเกินพอ เพราะไรฝุ่นจะกินเศษขี้ไคล ขี้รังแค และเศษผิวหนังของคนในบ้านเป็นอาหาร โดยเศษผิวหนังเพียง 1 กรัมก็สามารถเลี้ยงไรฝุ่น 1,000,000 ตัวเป็นเวลาถึง 1 สัปดาห์เต็มๆ แล้ว

ถึงแม้ว่าไรฝุ่นจะมีขนาดเล็ก มองไม่เห็น แต่เราก็มีวิธีป้องกันหรือกำจัดได้เช่นกัน

หลีกเลี่ยงใช้งานเครื่องนอน พรม และเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากเส้นใยซึ่งมีอายุการใช้งานหลายปี เพื่อลดความเสี่ยงที่ต้องสัมผัสกับไรฝุ่นจำนวนมาก หันมาใช้วัสดุที่ทำมาจากยางพารา เช่นที่อนยางพารา หมอนยางพารา
การเลือกใช้ข้าวของเครื่องใช้ที่มีเส้นใยสานกันแน่น พลาสติก หรือเส้นใยไวนิล และไนลอน หรือเคลือบด้วยสารป้องกันไรฝุ่น เพื่อป้องกันไม่ให้ไรฝุ่นเข้ามายุ่มย่ามกับเครื่องนอนภายในบ้าน
การดูดฝุ่นทำความสะอาด ก็เป็นอีกวิธีที่สามารถไล่ไรฝุ่นได้ในระดับหนึ่ง
ซักเครื่องนอนเป็นประจำด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิอย่างน้อย 55 องศาเซลเซียส เพราะเป็นอุณหภูมิที่สามารถฆ่าไรฝุ่นและกำจัดสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นได้ดี โดยการตากแดดยังทำให้ไข่ไรฝุ่นที่ฝังตัวอยู่กับเครื่องนอนฝ่อได้ด้วย
นอกจากวิธีข้างต้นนั้นแล้ว ยังมีพืชที่สามารถช่วยกำจัดไรฝุ่นได้ โดยพืชที่สามารถกำจัดได้คือสารสกัดจากกานพลูและอบเชย ซึ่งสามารถฆ่าตัวไรฝุ่นได้เป็นอย่างดี โดยที่ความเข้มข้นของสารสกัด 1% สามารถฆ่าไรฝุ่นได้ 100% ทั้งวิธีการฉีดโดยตรงและการรม
ด้วยวิธีป้องกันตัวจากไรฝุ่นไม่กี่ข้อเพียงเท่านี้ ก็จะทำให้เราและบุคคลรอบข้างรอดพ้นจากอันตรายของไรฝุ่นได้อย่างไร้กังวล



ป้องกันไรฝุ่น สาเหตุของโรคภูมิแพ้ ด้วยที่นอนยางพารา ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/happygurubaan/videos/1963662717230956/

หน้า: [1] 2 3 4
เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ คลับแห่งประเทศไทย ศูนย์บริการ โปรโมชั่น ประกันภัย อุปกรณ์แต่งรถ บริการหลังขาย