แสดงกระทู้ - siritidaphon
แม็ก ยาง ราคาพิเศษ

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3
1
การขจัดสิ่งอุดตัน

1.ปิดจุกก๊อกอุดท่อเพื่อปล่อยให้ส่วนผสมทำปฏิกิริยา. ใช้จุกก๊อกอุดอ่างน้ำเพื่อปิดท่อระบาย หรือนำผ้าชุบน้ำร้อนมาปิดไว้ โดยให้ปิดไว้เป็นเวลา 30 นาที ในระหว่างนี้ ฟองที่เกิดขึ้นจะทำปฏิกิริยาสลายสิ่งที่อุดตันอยู่

2.ดูดท่อระบายน้ำ. ใช้ที่ดูดท่อน้ำทิ้งขนาดเล็กพอเหมาะกับซิงค์ของคุณเพื่อดูดให้วัตถุที่อุดตันอยู่เคลื่อนตัว โดยปั๊มที่ดูดลงไปจนติดแน่น จากนั้นจึงดึงส่วนฐานที่เป็นยางของที่ดูดขึ้นและลงสลับกัน
การดูดท่อจะได้ประสิทธิภาพมากที่สุดหากเทน้ำลงไปในอ่างหรือซิงค์ เพราะแรงดันที่เพิ่มขึ้นจากน้ำจะช่วยเสริมแรงในการดันสิ่งอุดตัน

3.ใช้ไม้แขวนเสื้อเกี่ยวสิ่งอุดตันขึ้นมา. หากท่อระบายน้ำมีผมอุดตันอยู่ ให้นำไม้แขวนเสื้อโลหะมาบิดจนได้ก้านโลหะยาวๆ ที่มีตะขอเกี่ยวตรงส่วนปลาย ค่อยๆ หย่อนตะขอเกี่ยวลงไปในท่อ คว้านให้ทั่วและพยายามเกี่ยวสิ่งอุดตัน จากนั้นจึงค่อยๆ ดึงตะขอขึ้นมาเมื่อคุณสามารถเกี่ยวสิ่งอุดตันได้แล้ว
ระวังอย่าให้ตะขอเหล็กขีดข่วนซิงค์หรืออ่างของคุณจนเป็นรอย และต้องระวังในขณะที่พยายามบิดไม้แขวนเสื้อ เพราะเหล็กอาจมีคม

4.ใช้งูเหล็ก. งูเหล็กมีลักษณะเหมือนเชือกโลหะยาวๆ คุณต้องใช้ความระมัดระวังในการหย่อนงูเหล็กลงไปในท่อระบายน้ำ เมื่องูเหล็กติดท่อแล้ว ให้คุณหมุนสายเชือก เพื่อให้งูเหล็กเกาะเกี่ยวสิ่งที่อุดตันอยู่ เมื่อคุณค่อยๆ ดึงงูเหล็กกลับขึ้นมา คุณจะเห็นสิ่งอุดตันติดขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ใช้น้ำล้างออก แล้วหย่อนงูเหล็กลงไปอีกครั้ง
คุณควรสวมถุงมือ เพราะงูเหล็กอาจมีคม และควรเตรียมผ้าขนหนูเก่าๆ และถังไว้ให้พร้อมเพื่อจัดการกับเศษสิ่งอุดตันที่นำขึ้นมา

ล้างท่อระบายน้ำ

1.ล้างท่อระบายน้ำด้วยน้ำร้อน. ต้มน้ำอย่างน้อย 6 ถ้วยตวง หรือต้มหลายๆ กา จากนั้นเปิดจุกก๊อกอุดอ่างน้ำ แล้วค่อยๆ เทนำร้อนลงไป
หากท่อน้ำของคุณเป็นพลาสติก ให้ใช้น้ำที่ร้อนมากๆ เท่านั้น และหลีกเลี่ยงการเทน้ำที่กำลังเดือดลงไปในท่อระบาย[4]

2.ทำซ้ำเช่นเดิม. หากน้ำยังระบายออกช้า ให้ทำตามขั้นตอนด้านบนอีกครั้ง จนกระทั่งท่อระบายน้ำไม่มีสิ่งอุดตันหลงเหลืออยู่
หากสิ่งอุดตันหลุดออกยาก อาจเป็นเพราะมีก้อนผมติดอยู่ในท่อ และอาจต้องใช้มือเพื่อนำสิ่งอุดตันออก หรือเรียกใช้บริการซ่อมประปา โดยเฉพาะหากน้ำไม่ระบายออกเลย

3.ใช้ประโยชน์จากแรงโน้มถ่วงและแรงดันเพื่อล้างท่อระบายน้ำ. วิธีการนี้จะได้ผลดีที่สุดกับอ่างอาบน้ำที่อุดตัน เพราะคุณสามารถใส่น้ำปริมาณมากลงไปในอ่าง โดยให้คุณเทน้ำร้อนลงไปในอ่างจนเต็ม จากนั้นเปิดจุกก๊อกอุดอ่างน้ำ แล้วปล่อยให้แรงดันจากน้ำทั้งหมดช่วยดันสิ่งอุดตันออกไป





กำจัดไขมัน ทำสะอาดท่อน้ำที่ตันได้โดยใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วในบ้านของคุณ เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ http://www.bcithailand.net/

2
เตรียมส่วนผสมสำหรับลอกท่อ

1.ระบายน้ำออกจากซิงค์หรืออ่างอาบน้ำ. ขั้นตอนนี้อาจใช้เวลานานหากน้ำในอ่างระบายออกช้ามาก แต่การระบายน้ำออกก่อนจะช่วยให้ส่วนผสมที่คุณเตรียมไว้สามารถจัดการกับสิ่งอุดตันได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

2.เตรียมอุปกรณ์ทำครัว/ทำความสะอาดที่จะใช้ให้พร้อม. คุณมีหลายทางเลือกในการทำน้ำยาขจัดสิ่งอุดตันสำหรับใช้เอง โดยส่วนใหญ่เราจะใช้น้ำส้มสายชูและสารอีกชนิดที่จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีเมื่อผสมเข้าด้วยกัน ลองค้นดูว่าคุณมีสารตั้งต้นสำหรับขจัดสิ่งอุดตันเหล่านี้อยู่แล้วหรือไม่:
น้ำส้มสายชู (น้ำสัมสายชูกลั่นขาวหรือน้ําส้มสายชูที่หมักจากแอปเปิ้ลสามารถใช้ได้ผลดี)
น้ำมะนาวมีความเป็นกรดเหมือนน้ำส้มสายชู แต่มีกลิ่นหอมสดชื่นกว่า น้ำมะนาวจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนำมาใช้ขจัดสิ่งอุดตันใน

อ่างล้างจาน
เบคกิ้งโซดาเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ทำความสะอาดอเนกประสงค์ที่มีการนำมาใช้บ่อย
เกลือจะช่วยกัดกร่อนสิ่งอุดตัน
บอแรกซ์เป็นอุปกรณ์ทำความสะอาดอเนกประสงค์ที่มีการนำมาใช้บ่อย

3.เทน้ำส้มสายชูและสารลอกท่ออื่นๆ ลงไปในท่อระบายน้ำ. โดยไม่จำเป็นต้องผสมเข้าด้วยกันก่อนเทลงไป เพราะส่วนผสมที่เทลงไปจะเกิดฟองได้เองเมื่อทำปฏิกิริยาทางเคมีกัน

การใช้น้ำส้มสายชูร่วมกับเบคกิ้งโซดา: ใช้เบคกิ้งโซดา 1/2 ถ้วยตวง และน้ำส้มสายชูกลั่นขาว 1/2 ถ้วยตวง
การใช้น้ำมะนาวร่วมกับเบคกิ้งโซดา: ใช้เบคกิ้งโซดา 1 ถ้วยตวง และน้ำมะนาว 1 ถ้วยตวง
การใช้เกลือร่วมกับบอแรกซ์และน้ำส้มสายชู: ใช้บอแรกซ์ 1/4 ถ้วยตวง, เกลือ 1/4 ถ้วยตวง และน้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วยตวง

การขจัดสิ่งอุดตัน

1.ปิดจุกก๊อกอุดท่อเพื่อปล่อยให้ส่วนผสมทำปฏิกิริยา. ใช้จุกก๊อกอุดอ่างน้ำเพื่อปิดท่อระบาย หรือนำผ้าชุบน้ำร้อนมาปิดไว้ โดยให้ปิดไว้เป็นเวลา 30 นาที ในระหว่างนี้ ฟองที่เกิดขึ้นจะทำปฏิกิริยาสลายสิ่งที่อุดตันอยู่

2.ดูดท่อระบายน้ำ. ใช้ที่ดูดท่อน้ำทิ้งขนาดเล็กพอเหมาะกับซิงค์ของคุณเพื่อดูดให้วัตถุที่อุดตันอยู่เคลื่อนตัว โดยปั๊มที่ดูดลงไปจนติดแน่น จากนั้นจึงดึงส่วนฐานที่เป็นยางของที่ดูดขึ้นและลงสลับกัน
การดูดท่อจะได้ประสิทธิภาพมากที่สุดหากเทน้ำลงไปในอ่างหรือซิงค์ เพราะแรงดันที่เพิ่มขึ้นจากน้ำจะช่วยเสริมแรงในการดันสิ่งอุดตัน

3.ใช้ไม้แขวนเสื้อเกี่ยวสิ่งอุดตันขึ้นมา. หากท่อระบายน้ำมีผมอุดตันอยู่ ให้นำไม้แขวนเสื้อโลหะมาบิดจนได้ก้านโลหะยาวๆ ที่มีตะขอเกี่ยวตรงส่วนปลาย ค่อยๆ หย่อนตะขอเกี่ยวลงไปในท่อ คว้านให้ทั่วและพยายามเกี่ยวสิ่งอุดตัน จากนั้นจึงค่อยๆ ดึงตะขอขึ้นมาเมื่อคุณสามารถเกี่ยวสิ่งอุดตันได้แล้ว
ระวังอย่าให้ตะขอเหล็กขีดข่วนซิงค์หรืออ่างของคุณจนเป็นรอย และต้องระวังในขณะที่พยายามบิดไม้แขวนเสื้อ เพราะเหล็กอาจมีคม





วิธีการ กำจัดไขมัน แก้ปัญหาท่อระบายน้ำอุดตัน  เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่https://www.bciworld.net/

3
คุณสมบัติของไบโอกรีส
เป็นสายพันธ์จุลินทรีย์คัดเลือกที่มีประโยชน์เด่นในด้านการ แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้อยู่ในรูปเซลแห้งมีชีวิต “นำไปผสมน้ำได้ทันที ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นเหม็น สัมผัสได้”
เป็นกลุ่มสายพันธ์ที่ดี ไม่ก่อโทษต่อคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม
เป็นกลุ่มที่ทำงานได้ทั้งในภาวะมีหรือไม่มีออกซิเจน แข็งแรง ทนทาน
ประโยชน์ที่ได้รับ
กำจัดไขมัน 3 ประเภท ทั้งไขมันลอยตัว, แขวนลอย และ ไขมันละลายน้ำ
ป้องกันและแก้ไขท่อน้ำอุดตัน ลดค่าใช้จ่ายในการสูบเคลียร์ ไขมัน กากปฏิกูล
กำจัดกลิ่นเหม็น กลิ่นน้ำเน่า กลิ่นสิ่งปฏิกูล กลิ่นหืน กลิ่นแก๊ส ตีย้อน
บำบัดน้ำเน่าเสีย จากชุมชน อุตสาหกรรม ปศุสัตว์ และแหล่ง น้ำ คู คลอง
ลดค่าความสกปรกของน้ำเสีย ทั้งรูป BOD, COD ก่อนเข้า ระบบบำบัดน้ำเสียเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบบำบัดน้ำเสียและลด ค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าในระบบ
ช่วยกำจัดสาเหตุของพาหะนำโรค เช่น ไข่แมลงวัน ไข่แมลงสาบ
วิธีการใช้
สำหรับกำจัดกลิ่นเหม็น : ใช้ 1 ซอง ผสมน้ำ 200 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 15-30 นาที แล้ว นำไปใช้งานตามต้องการ

สำหรับกำจัดไขมัน-บำบัดน้ำเสีย : เทราดซิงค์ล้างจาน , บ่อดักไขมัน หรือในบ่อที่ต้องการ

เทคนิคการใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเน่าเสียและดับกลิ่นสำหรับบ้านที่ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานานๆทำดังนี้

การปฏิบัติจะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ

ช่วงที่ 1

กรณีที่น้ำยังคงท่วมขังอยู่ และควรเป็นน้ำนิ่งๆ ใช้จุลินทรีย์ที่มีความเข้มข้นสูง(ไม่ต้องผสมน้ำใดๆ)เทราดให้กระจายไปทั่วๆบริเวณบ้าน ทั้งภายในบ้านและภายนอกบ้านตามจุดต่างๆให้ครอบคลุมทุกจุด หรืออาจใช้จุลินทรีย์เทลงในถังบัวรดน้ำเหมือนกรณีรดต้นไม้ก็ได้ โดยรดไปให้กระจายทั่วๆทุกจุด โดยเฉพาะน้ำที่ท่วมขังลึก ปล่อยให้จุลินทรีย์ย่อยสลายน้ำเน่าเสียนั้นไปเรื่อยๆจนกว่าน้ำจะลดลงตามปกติ

ช่วงที่ 2 ( เป็นช่วงที่สำคัญมาก สำคัญกว่าในขั้นแรก ) เป็นจุดสำคัญในการทำความสะอาด เพราะเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล สิ่งสกปรก เชื้อโรคนานาชนิด ต้องระมัดระวังในการทำความสะอาด ควรปฏิบัติตามคำแนะนำด้านล่างไปพร้อมๆกัน

หลังจากที่น้ำลดระดับลงไปทั้งหมดแล้ว ไม่เหลือน้ำท่วมอีกต่อไปแล้วจะมาถึงช่วงการทำความสะอาดพื้นบ้านและของใช้ต่างๆภายในบ้าน



ี่
ไบโอกรีส นวัตกรรม..กำจัดไขมัน กลิ่นเหม็น น้ำเน่าเสีย และการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม   เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่https://www.bciworld.net/

4
ทั่ว ๆ ไปน้ำที่จะเลี้ยงกุ้ง ปลา ตะพาบน้ำหรือสัตว์น้ำทุกชนิด ต้องมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำก่อนที่จะนำลงไปเลี้ยงเมื่อปรับได้ที่แล้ว ปัญหาที่ตามมาก็คือ คุณภาพน้ำจะเริ่มเสียตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยสัตว์น้ำแต่จำนวนน้อยเพราะมีระบบนิเวศน์ที่สมดุลย์แก้ปัญหา กุ้ง ปลาหรือสัตว์น้ำเมื่อกินแล้วก็ต้องถ่ายออกมาสะสมนานวันคุณภาพน้ำเสื่อมระบบนิเวศน์ไม่สมดุลย์ สิ่งหนึ่งสิ่งใดมากเกิน ขาดความพอดีในน้ำถ้าเรามีแหล่งน้ำพอเพียงที่จะมาเติมน้ำเข้า ถ่ายน้ำออกขอให้ใช้วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเลี้ยงสัตว์น้ำทุกชนิดแต่ถ้าเราไม่มีแหล่งน้ำที่จะมาเติมน้ำถ่ายเทเราต้องป้องกันอย่าให้คุณภาพของน้ำเสียความสมดุลย์ในระบบนิเวศน์ตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยสัตว์น้ำถึงวันที่จับขายถ้าท่านทำได้จะเกิดผลสำเร็จเป็นอย่างสูงด้วย การป้องกัน และจัดการควบคุมการให้อาหารไม่ให้ตกหล่นลงไปในบ่อ ควบคุมขี้ของสัตว์น้ำไม่ให้เน่าเสียถ้าทำได้สองอย่างนี้ ปัญหาอื่นจะเกิดน้อยมากแทบจะกล่าวได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงประเด็น ผลที่ตามมาคือ ไม่สิ้นเปลืองอาหารน้ำในบ่อไม่เน่าเสียตะพาบไม่ป่วย ไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องใช้สารเคมีอัตราการตายน้อยมากหรือไม่มีเลย ต้นทุนต่ำ ได้กำไรศึกษาข้อมูลข้างต้นให้ดีเนื่องจากทำให้ท่านเสียค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงน้อยมาก หากท่านป้องกันไม่ได้ขอให้ศึกษาบำบัด แบบชีวภาพ ตามข้อมูลที่จะกล่าวถึงนี้ก่อนอื่นผู้เลี้ยงสัตว์น้ำต้องมีอุปกรณ์ตรวจวัด คุณภาพน้ำอย่างน้อย 4 ชนิดคือ

1.น้ำยาตรวจวัดความเป็นกรด – ด่างในน้ำ

2.น้ำยาวัดหาค่าแร่ธาตุอาหารในน้ำ (อัลคาไลน์)

3.น้ำยาตรวจวัดหาค่าก๊าซแอมโมเนีย

4.น้ำยาตรวจวัดหาค่าก๊าซไนไตรท์ การที่มีอุปกรณ์ตรวจวัด 4 ชนิดนี้ทำให้

ผู้เลี้ยงสามารถรู้สภาพน้ำในบ่อว่ามีปัญหาอะไรเราจะได้แก้ปัญหานั้น ทำให้ไม่ต้องเสียเงินลงบ่อโดยไม่รู้ว่าใส่วัตถุแต่ละชนิดแล้วแก้ปัญหาในบ่อได้จริงหรือไม่ด้วยการเอาน้ำยามาตรวจวัดคุณภาพน้ำทุก ๆ ครั้งก่อนและหลังบำบัด วิธีปรับความเป็นกรด — ด่าง แร่ธาตุอาหาร (อัลคาไลน์) วิธีบำบัดก๊าซพิษต่าง ๆ ที่อยู่ในบ่อแบบชีวภาพน้ำก็คือ ใช้สิ่งที่มีชีวิตมารักษา (จุลินทรีย์)ปรับพื้นฐานก๊าซพิษที่มีให้เปลี่ยนเป็นก๊าซที่เป็นคุณประโยชน์ กับระบบนิเวศน์นั้นก็คือ อาหารตะพาบที่หล่น ขี้สัตว์น้ำ ซากแพลงค์ตอนต่าง ๆที่หล่นไปก้นบ่อถ้าไม่มีจุลินทรีย์กลุ่มที่ดีไปย่อย หรือมีน้อยไปย่อยไม่ทันก็จะมีแบคทีเรียอีกกลุ่มเข้ามาแย่งอาหาร และซากต่าง ๆ เหล่านี้ ไปเป็นก๊าซพิษทันทีแต่ถ้าเราส่งจุลินทรีย์เข้าไปแย่งอาหาร และซากต่าง ๆ เหล่านี้ได้จุลินทรีย์กลุ่มนี้ก็จะย่อยให้เป็นก๊าซพิษทันทีแต่ถ้าเราส่งจุลินทรีย์เข้าไปแย่งอาหาร และซากต่าง ๆ เหล่านี้ได้จุลินทรีย์กลุ่มนี้ก็จะย่อยให้เป็นก๊าซที่ดี (ไนโตรเจน)แพลงค์ตอนก็จะเจริญเติบโตได้ดี ก็ทำหน้าที่สังเคราะห์แสงแล้วเปลี่ยนเป็นอากาศให้กับสัตว์น้ำ ๆ ก็จะแข็งแรงเจริญเติบโตเชื้อแบคทีเรียก็จะอ่อนแอกับสภาพน้ำที่ดี และหยุดการแพร่ขยายพันธุ์ หรือขยายน้อยมากเนื่องจากสภาพน้ำดี จึงขอให้ผู้เลี้ยงรักษาระบบนิเวศน์ตรงนี้ให้ได้ทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมี – ยาต่าง ๆ ธรรมชาติรักษาธรรมชาติ นั้นก็คือ ทำสภาพน้ำให้ดีสัตว์น้ำทุกชนิดก็จะแข็งแรงสร้างภูมิต้นทานโรคได้เป็นอย่างดี

สภาพน้ำสีเขียวเข้มหนืดเกิดจากอาหารตกหล่นไปในบ่อน้ำมาก ทำให้ขยาย
ได้รวดเร็ว ปัญหาน้ำสีเขียวเข้าหนืดหรือมีซากแพลงค์ตอนลอยปิดหน้าน้ำ (ขี้แดด) เกิดจากอาหาร และขี้ปลา กุ้งที่หล่นไปก้นบ่อทำให้มีแร่ธาตุอาหาร (อัลคาไลน์) มากทำให้แพลงค์ตอนพืชเกิดมากเกินความสมดุลย์ในระบบนิเวศน์จะรับได้วิธีแก้ขี้แดดถ้ามีซากแพลงค์ตอนพืช (ขี้แดด) มาก ให้เปิดหน้าน้ำด้วยการซ้อนขี้แดดออกทิ้งหรือใช้ไม่ปาดให้ไปรวมอยู่ที่มุมหนึ่งมุมหนึ่งของบ่อแล้วใช้เครื่องดูดน้ำหน้าผิวทิ้ง ตรวจสอบดูว่าก้นบ่อมีก๊าซพิษหรือไม่จุลินทรีย์น้ำ เพื่อไปย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์ที่เน่าอยู่ที่ก้นบ่อให้เปลี่ยนสภาพเป็นก๊าซที่เป็นประโยชน์ (ก๊าซไนโตรเจน)ขณะที่
จุลินทรีย์ทำงานจะมีขี้แดดลอยขึ้นมามากกว่าปกติไม่ต้องตกใจ ให้ใส่ทุกวันและให้ดูดขี้แดดทุก ๆ วัน หลังจากสภาพน้ำดีแล้ว ให้ใส่จุลินทรีย์เพียงเล็กน้อยแต่ทุกวัน น้ำจะไม่เสีย





การบำบัด น้ำเน่าเสีย ต้องคำนึงถึงค่า pH   เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.net/

5
ยุงลาย ไข้เลือดออก

ภาชนะที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายที่สำคัญตามลำดับในบ้านของท่านผู้อ่าน ได้แก่

1. โอ่งน้ำใช้

2. ขาตู้กันมด

3. โอ่งน้ำดื่ม

4. ถังซีเมนต์ในห้องน้ำ

5. ภาชนะอื่น ๆ เช่น จานรอง กระถางต้นไม้ ไห แจกันพลูด่าง ยางรถยนต์ ที่ใส่น้ำให้สัตว์ เป็นต้น

6. โอ่งซีเมนต์ขนาดใหญ่ (โอ่งจัมโบ้)

ท่านควรจะหาเวลาสำรวจภาชนะเหล่านี้เป็นประจำ ถ้าพบว่ามีลูกน้ำก็แน่ใจได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าเป็นลูกน้ำยุงลาย

การป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด เช่น ครอบมุ้งเวลาลูก ๆ นอนตอนกลางวัน หรือจุดยากันยุง ฉีดพ่นยากันยุง เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่การกำจัดลูกน้ำยุงก่อนที่จะกลายเป็นยุงลาย เป็นสิ่งที่แก้ปัญหาตรงต้นเหตุและได้ผลดีกว่า ซึ่งท่านสามารถจะดำเนินการได้ด้วยตนเอง และจะดียิ่งขึ้นถ้าท่านชักชวนเพื่อนบ้านใกล้เคียงกำจัดลูกน้ำยุงลายไปพร้อมกัน

ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำง่าย ๆ แต่ได้ผลดีในการกำจัดลูกน้ำยุงลายที่เกิดในแต่ละภาชนะ

1. ภาชนะที่เก็บน้ำไว้เพื่อกิน หรือใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โอ่งน้ำดื่ม หรือโอ่งน้ำใช้ โอ่งซีเมนต์ในห้องน้ำ ฯลฯ ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการใส่ทรายอะเบท หรือการปล่อยปลาหางนกยูง หรือปลาสอด หรือปลากัดเพื่อกินลูกน้ำ และถ้าปิดฝาได้ก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะยุงจะลงไปไข่ลำบากขึ้น

ทรายอะเบทเป็นทรายที่เคลือบยาฆ่าลูกน้ำ แต่ไม่มีอันตรายต่อคน ยาที่เคลือบอยู่จะค่อย ๆ ละลายออกมาและมีฤทธิ์อยู่นาน 3 เดือน ดังนั้น จึงต้องเติมทรายอะเบททุก 3 เดือน ปริมาณที่ใช้คือ 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ปี๊บ (โอ่งมังกร)

การปล่อยปลากินลูกน้ำจะปล่อยโอ่งละ 2 ตัว และถ้าปลาหายไปให้เพิ่มปลาเท่าเดิม สามารถขอปลานี้ได้จากสถานบริการสาธารณสุขระดับจังหวัดและอำเภอทั่วไป

ท่านควรจะตัดสินใจเลือกใช้วิธีที่ท่านชอบ เพราะทั้งสองวิธีได้ผลทั้งคู่ ในกรณีที่ไม่ทำทั้งสองอย่าง อย่างน้อยก็ขอให้ท่านปิดผาโอ่งมิดชิดด้วยฝาหรือตาข่ายพลาสติกหรือผ้าพลาสติก และล้างขัดถูผิวภายในโอ่ง และเทน้ำทิ้งทุก 7 วัน

2. ขาตู้กันมด มักจะใส่น้ำหล่อไว้เพื่อกันมดไต่ขาตู้กับข้าว เราควรจะเปลี่ยนมาใส่ขี้เถ้าที่เกิดจากถ่านหรือฟืนแทน หรือใส่น้ำมันขี้โล้ น้ำมันดีเซล หรือน้ำมันอะไรก็ได้แทนน้ำ นอกจากจะไม่ต้องคอยเติมแล้ว ยังกันมดได้ดี และที่สำคัญยุงลายไม่ลงไปวางไข่แน่นอน

3. แจกันดอกไม้ ใช้วิธีถ่ายน้ำทิ้งทุก 7 วัน นอกจากจะกันยุงลายลงไปวางไข่ แล้วยังช่วยให้ต้นมีน้ำสะอาดเสมอ

4. ภาชนะที่มีน้ำขังอื่น ๆ ที่อยู่รอบบ้าน เช่น ยางรถยนต์ กระป๋อง ถัง หรือขวดพลาสติกต่าง ๆ ใช้วิธีขุดหลุมฝัง หรือทำลายทิ้งด้วยวิธีอื่น ๆ อย่าเสียดายมันเลยนะครับ

คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองและคุณครูที่รักเด็ก ๆ ของท่าน นอกจากท่านจะมีหน้าที่ในการหาอาการ เครื่องนุ่มห่ม ของเล่น สอนหนังสือ ฯลฯ ให้เด็ก ๆ ของท่านแล้ว หน้าที่ในการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้าน ในโรงเรียน เป็นหนทางสำคัญที่ท่านจะช่วยคุ้มครองบุตรหลานของท่านได้

ไม่มีใครเลี้ยงฆาตกรในบ้าน เช่นเดียวกันอย่าเลี้ยงยุงลายไว้ในบ้านของท่าน กำจัดลูกน้ำยุงลาย ก่อนที่ยุงลายจะทำร้ายลูกของท่าน จำคาถาฉบับนี้ไว้นะครับ ไม่มียุงลาย-ไม่มีไข้เลือดออก





เราสามารถป้องกันไม่ให้โรค ไข้เลือดออก มาคุกคามเราได้ง่าย ๆ   เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่https://www.bciworld.net/

6
ชวนกำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลาย กำจัดลูกน้ำ กล่าวถึงมาตรการเฝ้าระวัง และแนวทางป้องกันหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อซิกาที่พบเด็กทารกศีรษะเล็ก 2 รายว่า ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า เป็นเคสที่พบน้อยมาก ไม่ใช่ว่าหญิงตั้งครรภ์ทุกคนจะคลอดเด็กศีรษะเล็กทุกคน

เพราะสาเหตุไม่ใช่เพียงเชื้อซิกา แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีก อาทิ หัดเยอรมัน เป็นต้น ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการป้องกันยุงไม่ให้ยุงกัด โดยการกำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลาย และกำจัดยุงตัวแก่ จึงควรถือวิกฤติเป็นโอกาสในการร่วมกันกำจัดลูกน้ำยุงลาย พร้อมทั้งภาครัฐก็จะไปช่วยในเรื่องพ่นหมอกควันยุงตัวแก่ โดยทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน ซึ่งการกำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลายไม่ใช่แค่ในบ้าน แต่ในโรงเรียน วัด สถานที่ต่างๆ ต้องร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งขณะนี้น่าตกใจว่ากลับพบลูกน้ำยุงลายมากในวัด ซึ่งก็ลงพื้นที่ไปให้ความรู้ และช่วยกันกำจัดลูกน้ำยุงลายอยู่

ประชุมทางไกลผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ร่วมกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ โดยกำชับให้มีการเฝ้าระวังและป้องกันโรคซิกาอย่างเข้มข้น ทั้งเรื่องของการกำจัดลูกน้ำยุงลาย และเฝ้าระวังหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่ที่พบผู้ป่วยซิกาเป็นพิเศษ โดย น.พ.โสภณ กล่าวว่า ดัชนีลูกน้ำยุงลายบางสถานที่ถือว่าน่าเป็นห่วง โดยศาสนสถานพบร้อยละ 60.47 โรงเรียนร้อยละ 41.40 โรงงานร้อยละ 38.10 และโรงพยาบาลร้อยละ 27.59 ส่วนในบ้านประชาชนแหล่งที่พบลูกน้ำยุงลายในภาชนะมากที่สุด คือ ภาชนะที่เก็บน้ำใช้พบถึงร้อยละ 70 รวมทั้งในภาชนะที่ไม่ใช้ประโยชน์ และยางรถเก่า

นอกจากนี้ จากการทำโพลเกี่ยวกับการรับรู้ซิกาของประชาชน พบว่า ประชาชนรับรู้และตื่นกลัวต่อโรคซิกาถึง 80% แต่พฤติกรรมการจัดการกับปัญหายังไม่ดี คือ มีการลงมือปฏิบัติเพื่อป้องกันเชื้อซิกา เช่น กำจัดลูกน้ำยุงลาย เพียง 50-60% เท่านั้น ซึ่งย้ำว่าการจะควบคุมโรคนี้ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน อย่างบางแห่งสอบสวนโรคพบผู้ป่วยแต่ละแวกบ้านแถวนั้นไม่ยอมให้เข้าไปกำจัดยุง

ช่วงฤดูฝนของทุกปีเป็นช่วงที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรคและส่วนใหญ่จะเพาะพันธุ์ในแหล่งน้ำที่สะอาดบริเวณบ้านเรือน ได้แก่ โอ่งน้ำ แจกัน จานรองขาตู้กันมด รวมถึงกระป๋อง กะลา ยางรถยนต์ที่มีน้ำขัง เป็นต้น รัฐบาลออกมาตรการรณรงค์ ให้ประชาชนช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายเหล่านี้

เพื่อลดอัตราการเกิดโรคไข้เลือดออกในประเทศให้หมดสิ้นไปหลายๆ ครัวเรือนใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ “ทรายกำจัดลูกน้ำยุง” และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นวัตถุอันตรายที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมีการขึ้นทะเบียนกับอย.ทั้งในรูปแบบทรายและรูปแบบเม็ด แต่ที่นิยมใช้กันทั่วไปจะเคลือบด้วยสารเคมีสำคัญ คือสารทีมีฟอส (temephos) อยู่ในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (organophosphate)




ชวนกำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลาย กำจัดลูกน้ำ  เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.net/

7
ท่านควรจะหาเวลาสำรวจภาชนะเหล่านี้เป็นประจำ ถ้าพบว่ามีลูกน้ำก็แน่ใจได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าเป็นลูกน้ำยุงลาย

การป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด เช่น ครอบมุ้งเวลาลูก ๆ นอนตอนกลางวัน หรือจุดยากันยุง ฉีดพ่นยากันยุง เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่การกำจัดลูกน้ำยุงก่อนที่จะกลายเป็นยุงลาย เป็นสิ่งที่แก้ปัญหาตรงต้นเหตุและได้ผลดีกว่า ซึ่งท่านสามารถจะดำเนินการได้ด้วยตนเอง และจะดียิ่งขึ้นถ้าท่านชักชวนเพื่อนบ้านใกล้เคียงกำจัดลูกน้ำยุงลายไปพร้อมกัน

ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำง่าย ๆ แต่ได้ผลดีในการกำจัดลูกน้ำยุงลายที่เกิดในแต่ละภาชนะ

1. ภาชนะที่เก็บน้ำไว้เพื่อกิน หรือใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โอ่งน้ำดื่ม หรือโอ่งน้ำใช้ โอ่งซีเมนต์ในห้องน้ำ ฯลฯ ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการใส่ทรายอะเบท หรือการปล่อยปลาหางนกยูง หรือปลาสอด หรือปลากัดเพื่อกินลูกน้ำ และถ้าปิดฝาได้ก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะยุงจะลงไปไข่ลำบากขึ้น

ทรายอะเบทเป็นทรายที่เคลือบยาฆ่าลูกน้ำ แต่ไม่มีอันตรายต่อคน ยาที่เคลือบอยู่จะค่อย ๆ ละลายออกมาและมีฤทธิ์อยู่นาน 3 เดือน ดังนั้น จึงต้องเติมทรายอะเบททุก 3 เดือน ปริมาณที่ใช้คือ 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ปี๊บ (โอ่งมังกร)

การปล่อยปลากินลูกน้ำจะปล่อยโอ่งละ 2 ตัว และถ้าปลาหายไปให้เพิ่มปลาเท่าเดิม สามารถขอปลานี้ได้จากสถานบริการสาธารณสุขระดับจังหวัดและอำเภอทั่วไป

ท่านควรจะตัดสินใจเลือกใช้วิธีที่ท่านชอบ เพราะทั้งสองวิธีได้ผลทั้งคู่ ในกรณีที่ไม่ทำทั้งสองอย่าง อย่างน้อยก็ขอให้ท่านปิดผาโอ่งมิดชิดด้วยฝาหรือตาข่ายพลาสติกหรือผ้าพลาสติก และล้างขัดถูผิวภายในโอ่ง และเทน้ำทิ้งทุก 7 วัน

2. ขาตู้กันมด มักจะใส่น้ำหล่อไว้เพื่อกันมดไต่ขาตู้กับข้าว เราควรจะเปลี่ยนมาใส่ขี้เถ้าที่เกิดจากถ่านหรือฟืนแทน หรือใส่น้ำมันขี้โล้ น้ำมันดีเซล หรือน้ำมันอะไรก็ได้แทนน้ำ นอกจากจะไม่ต้องคอยเติมแล้ว ยังกันมดได้ดี และที่สำคัญยุงลายไม่ลงไปวางไข่แน่นอน

3. แจกันดอกไม้ ใช้วิธีถ่ายน้ำทิ้งทุก 7 วัน นอกจากจะกันยุงลายลงไปวางไข่ แล้วยังช่วยให้ต้นมีน้ำสะอาดเสมอ

4. ภาชนะที่มีน้ำขังอื่น ๆ ที่อยู่รอบบ้าน เช่น ยางรถยนต์ กระป๋อง ถัง หรือขวดพลาสติกต่าง ๆ ใช้วิธีขุดหลุมฝัง หรือทำลายทิ้งด้วยวิธีอื่น ๆ อย่าเสียดายมันเลยนะครับ

คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองและคุณครูที่รักเด็ก ๆ ของท่าน นอกจากท่านจะมีหน้าที่ในการหาอาการ เครื่องนุ่มห่ม ของเล่น สอนหนังสือ ฯลฯ ให้เด็ก ๆ ของท่านแล้ว หน้าที่ในการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้าน ในโรงเรียน เป็นหนทางสำคัญที่ท่านจะช่วยคุ้มครองบุตรหลานของท่านได้

ไม่มีใครเลี้ยงฆาตกรในบ้าน เช่นเดียวกันอย่าเลี้ยงยุงลายไว้ในบ้านของท่าน กำจัดลูกน้ำยุงลาย ก่อนที่ยุงลายจะทำร้ายลูกของท่าน จำคาถาฉบับนี้ไว้นะครับ ไม่มียุงลาย-ไม่มีไข้เลือดออก





ป้องกันไม่ให้โรค ไข้เลือดออก มาคุกคามเราได้ง่าย ๆ  เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.net/

8
โรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากโรคหนึ่ง มักพบการระบาดในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่มียุงลายชุกชุม จากสถิติในปี พ.ศ. 2556 ของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีผู้ป่วยจำนวน 154,444 ราย (คิดเป็นอัตราป่วย 241.03 ต่อประชากร 100,000 ราย) และมีจำนวนผู้ป่วยเสียชีวิตจำนวน 136 ราย (คิดเป็นอัตราเสียชีวิต 0.21 ต่อประชากร 100,000 ราย) ส่วนอัตราการเสียชีวิตคิดเป็น 0.09% สำหรับสัดส่วนของผู้ป่วยจำแนกตามกลุ่มอายุ พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 15-24 ปี 29.16% รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 10-14 ปี 21.31% และกลุ่มอายุ 5-9 ปี 13.74% ตามลำดับ ส่วนกลุ่มอายุ 0-4 ปี และมากกว่า 25 ปี จนถึง 65 ปี เป็นช่วงอายุที่พบได้น้อยที่สุด (ในเด็กขวบปีแรกมักพบในช่วงอายุ 7-9 เดือน)

สาเหตุของโรคไข้เลือดออก
เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ชนิด 1, 2, 3 และ 4 (DEN-1, DEN-2, DEN-3, DEN-4) โดยมียุงลายบ้าน (Aedes aegypti) ตัวเมียเป็นพาหะนำโรค กล่าวคือ ยุงลายตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้เลือดออกก่อน (เชื้อไวรัสเดงกีในเลือดของผู้ป่วยจะเข้าไปฟักตัวและเพิ่มจำนวนในตัวยุงและเชื้อนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในตัวยุงได้ตลอดอายุของยุง คือ ประมาณ 1-2 เดือน) แล้วจึงไปกัดคนที่อยู่ใกล้เคียงในรัศมีไม่เกิน 400 เมตร ซึ่งจะเป็นการแพร่เชื้อไปให้คนอื่น ๆ ต่อไป ยุงชนิดนี้เป็นยุงที่ออกหากิน (กัดคน) ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน (เดิมยุงลายนิยมออกหากินในเฉพาะเวลากลางวัน แต่ในระยะหลังพบว่ายุงลายมีการออกหากินในเวลากลางคืนด้วย) และชอบเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน เช่น ตุ่มน้ำ โอ่งน้ำ แจกัน จานรองตู้กับข้าว กระป๋อง ฝากะลา ยางรถยนต์เก่า ๆ หลุมที่มีน้ำขัง เป็นต้น

สาเหตุโรคไข้เลือดออก

การติดเชื้อไวรัสเดงกีมีอาการแสดงได้ 3 แบบ คือ ไข้เดงกี (Denque Fever – DF), ไข้เลือดออก หรือ ไข้เลือดออกเดงกี (Dengue hemorrhagic fever – DHF) และไข้เลือดออกเดงกีที่ช็อก (Denque Shock Syndrome – DSS)

โดยทั่วไปเมื่อได้รับเชื้อเดงกีเข้าไปครั้งแรก (สามารถติดเชื้อตั้งแต่อายุได้ 6 เดือนขึ้นไป) จะมีระยะฟักตัวของโรคจนเกิดอาการประมาณ 3-15 วัน (ส่วนมากคือ 5-7 วัน) ผู้ป่วยจะมีไข้สูงคล้ายไข้หวัดใหญ่อยู่ประมาณ 5-7 วัน และส่วนมากจะไม่มีอาการเลือดออก มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจมีเลือดออกหรือมีอาการรุนแรง เรียกว่า “ไข้เดงกี” (Dengue fever – DF) ต่อมาถ้าผู้ป่วยได้รับเชื้อซ้ำอีก ซึ่งอาจจะเป็นเชื้อเดงกีชนิดเดิมหรือคนละชนิดกับที่ได้รับครั้งแรกก็ได้ ก็จะมีระยะฟักตัวของโรคสั้นกว่าครั้งแรก และร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาทำให้หลอดเลือดฝอยเปราะและเกล็ดเลือดต่ำ จึงทำให้พลาสมาหรือน้ำเลือดไหลซึมออกมาจากหลอดเลือด (ตรวจพบระดับฮีมาโตคริตสูง มีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอดและช่องท้อง) และมีเลือดออกได้ง่าย เป็นเหตุให้เกิดภาวะช็อก

เชื้อไวรัสเดงกีทั้ง 4 ชนิด จะมี Antigen ร่วมกันบางส่วน เมื่อเกิดการติดเชื้อชนิดหนึ่งจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อเชื้ออีกชนิดหนึ่งด้วย แต่ภูมิที่เกิดจะอยู่ได้เพียง 6-12 เดือน ส่วนภูมิที่เกิดกับเชื้อที่ป่วยจะมีไปตลอดชีวิต เช่น หากเป็นไข้เลือดออกจากเชื้อ DEN-1 ผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อนี้ไปตลอด แต่จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเดงกีชนิดอื่นเพียง 6-12 เดือน ดังนั้น คนเราจึงมีโอกาสติดเชื้อไข้เลือดออกได้หลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะมีโอกาสเป็นไข้เลือดออกชนิดรุนแรงเพียงครั้งเดียว หรืออย่างมากไม่ควรเกิน 2 ครั้งในชั่วชีวิต ส่วนที่จะเป็นรุนแรงซ้ำ ๆ กันหลายครั้งนั้นนับว่ามีน้อยมาก




ไข้เลือดออก อาการ สาเหตุ และการรักษาโรคไข้เลือดออก 7 วิธี !!   เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่https://www.bciworld.net/

9
การเตรียมและใช้สารลดแรงตึงผิว (สารซักล้าง) กำจัดยุงด้วยกระบอกฉีดน้ำพรมผ้า

1. การฉีดพ่นกำจัดยุงลาย

1.1 การฉีดพ่นกำจัดยุงลายที่เกาะพักบริเวณแหล่งน้ำ หรือ บริเวณที่ชื้น เช่น ในห้องน้ำ หรือตามผนังภายในภาชนะ/วัสดุ ที่เก็บขังน้ำต่าง ๆ
การเตรียม เจือจางน้ำยาล้างจานกับน้ำเปล่าในอัตราส่วนผสมน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชาผสมกับน้ำ 1 ลิตร
การใช้ ฉีดพ่นต่อเนื่องไปที่กลุ่มยุง (direct spray) ที่เกาะพักตามมุมผนังในห้องน้ำหรือภาชนะ/วัสดุที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายจะเห็นว่า ยุงตกจมน้ำตายทันที

1.2 การฉีดพ่นกำจัดยุงลายที่พบเห็นเกาะพักเป็นกลุ่มตามซอกมุมบ้านหรือบริเวณกองผ้า ผ้าห้อยแขวนหรือบริเวณที่เก็บหมอนมุ้งใกล้ที่นอนหรือ ห้องนั่งเล่น
การเตรียม เจือจางน้ำยาล้างจานกับน้ำเปล่าในอัตราส่วนผสมน้ำยาล้างจาน 1 ส่วนผสมกับน้ำ 4 ส่วน สำหรับเริ่มทดลองใช้ครั้งแรกและหลังจากใช้ได้คล่องดีแล้วสามารถเจือจางลงได้ถึง 20 เท่าเมื่อใช้กับอุปกรณ์ฉีดพ่นขนาดใหญ่ขึ้น หรือใช้ฉีดซ้ำ ๆ ไปที่กลุ่มแมลงก็หวังผลกำจัดได้เช่นกัน
การใช้ ฉีดพ่นต่อเนื่องไปที่กลุ่มยุง (direct spray) ที่พบเห็นเกาะเป็นกลุ่มตามบริเวณต่าง ๆ ดังกล่าว

2. การกำจัดตัวโม่งและลูกน้ำยุงลาย

2.1 การกำจัดตัวโม่งและลูกน้ำยุงลายในภาชนะ/วัสดุ ขังน้ำขนาดเล็กเช่น จานรองกระถางต้นไม้ ยางรถยนต์ จานรองขาตู้กับข้าวและวัสดุเหลือใช้ที่ขังน้ำฝนรอบ ๆ บ้าน เป็นต้น
การเตรียม ใช้ผงซักฟอกทั่วไปโรยลงในแหล่งเพาะพันธุ์ต่าง ๆ โดยตรงในอัตราส่วน ผงซักฟอก 1 ช้อนโต๊ะ ต่อปริมาณความจุของน้ำในแหล่งเพาะพันธุ์ปริมาณ 2 ลิตร

การใช้ โรยผงซักฟอกลงในภาชนะ/วัสดุแหล่งเพาะพันธุ์ขนาดเล็กต่าง ๆ โดยตรงจะเห็นว่า ผงซักฟอกจะแพร่กระจายปกคลุมทั่วผิวน้ำ เมื่อลูกน้ำและตัวโม่งของยุงลาย ซึ่งจำเป็นต้องขึ้นมาหายใจ จะดูดซับเอาสารเข้าสู่ระบบหายใจทำให้ระคายเคืองต่อระบบ และค่อย ๆ ตายในที่สุด

2.2 กาลักน้ำเพื่อดูดกำจัดลูกน้ำและตัวโม่งออกจากภาชนะ (whirlpool and siphon method)
การเตรียม ใช้สายยาวประมาณ 2 เท่า ของความสูงภาชนะและกรอกน้ำให้เต็มตลอดสายยาง
การใช้ ใช้มือหมุนกวนน้ำในภาชนะประมาณ 2-3 รอบ จะเห็นว่าลูกน้ำตัวโม่ง ตะกอนสกปรกที่กระจัดการะจายอยู่ในภาชนะจะถูกแรงหมุนเหวี่ยงของน้ำ กวาดไล่มารวมอยู่ที่กึ่งกลางของพื้นภาชนะ จากนั้นจึงใช้สายยางที่เตรียมไว้ดูดเอาลูกน้ำ ตัวโม่งและตะกอนกำจัดทิ้งไปพร้อม ๆ กัน ตุ่มสะอาดปลอดลูกน้ำยุงลายใน 5 นาที

3. การโฉบจับยุงลาย (swoop plate)

การเตรียม บีบน้ำยาล้างจานเล็กน้อยพอให้ทั่วพื้นจานพลาสติกขนาดพอเหมาะสำหรับมือจับโฉบ
การใช้ ใช้โฉบจับยุงที่บินมารบกวนใกล้ ๆ ตัว ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับการใช้ไม้แบดช๊อตยุงแต่วิธีนี้ยุงจะถูกจับตายอยบนจาน

จะเห็นได้ว่า การกำจัดยุงลายบริเวณรอบ ๆ บ้านของท่านเองนั้นไม่มีอะไรยุ่งยากอย่างที่คิดเพราะมีวิธีการต่าง ๆ ให้เลือกใช้อย่างครบวงจรตามความพอใจ และสะดวกใช้ของแต่ละครัวเรือนดังกล่าวข้างต้น ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าองค์ความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้ หากชุมชน/ครัวเรือนได้ตระหนักถึงมหันตภัยของโรคไข้เลือดออกตามที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วนั้นและเลือกนำเอาวิธีการต่าง ๆ





กำจัดลูกน้ำ ยุงลายดื้อที่บ้านได้ง่าย ๆ   เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.net/

10
รพบว่าขณะนี้ตัวลูกน้ำยุงลายจะกลายเป็นตัวยุงเร็วกว่าอดีตที่ใช้เวลาประมาณ 7 วัน จะใช้เวลาลดลงเป็นประมาณ 5 วัน จึงทำให้ปริมาณยุงตัวโตเต็มวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการวิเคราะห์สถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกในปี 2558 พบว่าโรคมีสัญญาณอาจเกิดการระบาดในปีนี้ได้

โดยในช่วงเดือนมกราคมจนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเข้ารักษาในโรงพยาบาลสะสมรวม 102,762 ราย เสียชีวิต 102 ราย มากที่สุดในภาคกลางมีร้อยละ 46 ของผู้ป่วยทั้งหมด รองลงมาคือที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ น้อยที่สุดคือที่ภาคใต้ พบทั้งในเมือง และชนบท โดยสถิติผู้ป่วยใน 10 เดือนแรกปีนี้สูงกว่าช่วงเดียวกันในปี 2552 ถึงร้อยละ 199 เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกในปีนี้ พบทุกกลุ่มอายุ แต่มีแนวโน้มพบในเด็กอายุ 10-14 ปีมากขึ้น

การวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องในระยะแรกมีความสำคัญมาก เพราะการรักษาอย่างถูกต้องรวดเร็ว เมื่อเริ่มมีการรั่วของพลาสมา จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ป้องกันภาวะช็อก และป้องกันการสูญเสียชีวิตได้จากลักษณะอาการทางคลินิกของโรคไข้เลือดออกเดงกีที่มีรูปแบบที่ชัดเจน ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคทางคลินิกได้อย่างถูกต้องก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะช็อก โดยใช้อาการทางคลินิก 4 ประการ ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงทางห้องปฏิบัติการ 2 ประการ คือ

อาการทางคลินิก
ไข้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และสูงลอยประมาณ 2-7 วัน
อาการเลือดออก อย่างน้อยมี tourniquet test positive ร่วมกับอาการเลือดออกอื่น เช่น จุดเลือดออกที่ผิวหนัง เลือดกำเดา อาเจียน/ถ่ายเป็นเลือด
ตับโต




การป้องกัน การวินิจฉัยโรค โรค ไข้เลือดออก  เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.net/

11
วิธีแก้ปัญหาท่อน้ำอุดตัน

7. น้ำยาล้างจาน ล้างคราบไขมันให้หายเกลี้ยง

แม้การใช้น้ำยาล้างจานอาจจะดูเป็นวิธีที่ค่อนข้างเบาแต่กลับได้ผลเกินคาด โดยเทน้ำยาล้างจานลงไปในท่อประมาณ ¼ ถ้วยตวง แล้วตามด้วยน้ำต้มเดือด น้ำยาล้างจานจะลงไปกัดคราบไขมันให้หลุดออกจากท่อ แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำให้สวมถุงมือยาง แล้วล้วงมือลงไปดึงเศษขยะที่ติดอยู่ออกมา ก็จะช่วยแก้ปัญหาท่ออุดตันได้ดีกว่า

8. ถอดท่อน้ำออกมาทำความสะอาด

หากท่อน้ำทิ้งที่อ่างล้างหน้าหรืออ่างล้างจานเกิดอุดตันแบบขั้นหนัก แนะนำให้ถอดท่อน้ำออกมาทำความสะอาดเลยจะดีกว่า ก่อนอื่นปิดวาล์วน้ำให้น้ำหยุดไหล แล้วนำถาดมารองไว้ใต้ท่อน้ำด้านล่าง จากนั้นค่อย ๆ ถอดท่อน้ำข้อต่อระหว่างอ่างกับผนังออกมาทีละส่วน แล้วใช้แปรงสีฟันขัดถูทำความสะอาดสิ่งอุดตันออกให้หมด จากนั้นนำที่ปิดน้ำตรงปากท่อน้ำทิ้งออกมาทำความสะอาด แล้วจัดการต่อท่อกลับไปให้เหมือนเดิม

วิธีแก้ปัญหาท่อน้ำอุดตัน

9. น้ำส้มสายชูและเกลือ

อีกหนึ่งสูตรช่วยกำจัดสิ่งอุดตันท่อแบบไร้สารพิษทำลายล้างท่อน้ำ โดยเทเกลือขนาด ½ ถ้วยตวง เบกกิ้งโซดาอีก ½ ถ้วยตวง และน้ำส้มสายชูอีก ½ ถ้วยตวงลงไปในท่อน้ำ แล้วทิ้งไว้ 10 นาที จากนั้นเทน้ำต้มเดือดตามลงไปเพื่อล้างคราบไขมันที่ติดอยู่ในท่อและกำจัดสิ่งสกปรกให้หมดไป

10. ผลิตภัณฑ์เอนไซม์ แบบไม่ทำลายท่อน้ำ

ผลิตภัณฑ์น้ำเอนไซม์มีวางขายตามห้างร้านทั่วไป หากจะนำมาใช้เพื่อทำความสะอาดท่ออุดตันแนะนำให้เลือกเอนไซม์ชนิดที่เป็นออแกนิกส์ เพราะไม่ทำลายพื้นผิวของท่อน้ำ อ่านและทำตามฉลากด้านข้างขวดอย่างเคร่งครัด จากนั้นก็ปล่อยให้เอนไซม์ทำงานโดยการทิ้งไว้ 1 คืน แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งในตอนเช้า

11. สายทะลวงท่อน้ำอุดตัน

ไม่อยากเสียเวลากับการแก้ปัญหาท่อน้ำอุดตันเราแนะนำให้ลองใช้สปริงทะลวงท่อหรือที่เรียกกันว่างูเหล็ก สอดเข้าไปในท่อที่อุดตัน เมื่อเจอกับสิ่งที่อุดตันท่อแล้ว ก็ใช้งูเหล็กทะลวงเข้าไปพร้อมกับเปิดน้ำทิ้งหรือกดชักโครกไล่สิ่งอุดตันตามไปด้วย

12. น้ำยาฟอกผ้าขาว ใช้กับท่อน้ำก็ได้

ใครว่าน้ำยาฟอกผ้าขาวใช้ได้กับผ้าเท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้วมันก็ช่วยทะลวงท่อน้ำอุดตันได้เช่นกัน เริ่มจากถอดตัวกรองน้ำที่ปากท่อออกก่อน แล้วเทน้ำยาฟอกผ้าขาวประมาณ 1 ถ้วยตวงลงไป ปล่อยทิ้งไว้ 10 นาที เปิดน้ำให้ไหลงไปในท่อ หากว่าน้ำในท่อค่อย ๆ ลดระดับลง ก็เป็นอันว่าสิ่งที่อุดตันท่อหลุดออกไปเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ทำความสะอาดท่อตามปกติได้เลย

ปัญหาท่อน้ำอุดตันเกิดขึ้นได้กับทุกบ้านและถ้าหากเราปล่อยเอาไว้มันจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อระบบท่อน้ำในบ้าน ดังนั้นเมื่อเจอปัญหาท่อน้ำอุดตันที่ไหนก็อย่าลืมนำเอาวิธีที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปใช้นะคะ





ของใกล้ตัวที่ช่วยแก้ปัญหา กำจัดไขมัน ท่อน้ำตันได้อย่างดีเยี่ยม เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.net/

12
เรามีคำตอบ
สาเหตุ. คือ เป็นระบบส้วมซึม ใช้วงบ่อเป็นที่เก็บปฏิกูล (บ่อเกรอะ) อาศัยการซึมของ

น้ำปฏิกูลออกสู่ดินภายนอก แต่ปัญหาใหญ่คือ หลายหมู่บ้านดินบริเวณโดยรอบเป็น
ดินเหนียว ซึ่งน้ำซึมได้ยากจึงกักเก็บน้ำไว้ ยิ่งมีบ้านข้างเคียงจำนวนมาก น้ำใต้ดินก็จะ
ซึมหากันจนอิ่มตัว ไม่สามารถระบายออกภายนอกโดยการซึมได้ และยิ่งเป็นช่วงหน้าฝน
น้ำก็จะซึมเข้าบ่อได้มาก จนสูบส้วมได้ 2 วัน ก็เต็มอีกแล้ว (มีแต่น้ำ)

วิธีแก้ปัญหา 1. ติดตั้งถังบำบัด (ถังแซทส์) เพิ่ม โดยต่อออกจากบ่อเก็บปฏิกูลเดิม แล้วระบายน้ำที่บำบัดแล้วออกสู่ท่อน้ำทิ้ง แต่ถังบำบัดมีราคาสูง อาจเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องพิจารณาอีกที

2. แบบประหยัดงบประมาณ และง่าย ทำได้ดังนี้

1) ขุดฝังวงบ่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 1 เมตร จำนวน 3-4 วงซ้อนกัน ซึ่งต่อไปเรียกว่า บ่อบำบัด

2) แบ่งกึ่งกลางของวงบ่อด้วยการก่ออิฐกัันให้สูงไม่เกินปากท่อที่ต่อจาก บ่อเกรอะเข้ามายังบ่อบำบัด

3) เจาะบ่อบำบัดด้านข้างเพื่อวางท่อระบายน้ำที่บำบัดแล้ว ให้ไหลสู่ ร่องหรือท่อระบายน้ำหลัก โดยวางในตำแหน่งที่มีระดับปากท่อเสมอกับ

ผนังอิฐที่กั้นกลางบ่อ และให้ปลายท่อลาดเอียงต่ำลงไปยังร่องหรือท่อ ระบายน้ำหลัก และต้องให้ปลายท่ออยู่ด้านบนของร่องหรือท่อระบายน้ำหรือสูงกว่าระดับน้ำในร่องหรือท่อระบายน้ำหลัก เพื่อป้องกันน้ำในระบาย หรือท่อระบายน้ำหลัก ไหลกลับเข้าไปในบ่อบำบัด

4) ปิดปากท่อที่ระบายน้ำจากบ่อบำบัดสู่ร่องหรือท่อระบายน้ำหลัก ด้วย ฝาครอบ PVC ที่เจาะรู ขนาด 1/2 นิ้ว ให้มากที่สุดเท่าที่จะเจาะได้
เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกมีเดียไหลหลุดออกไปภายนอกได้

5) ใส่ลูกมีเดียเพื่อเป็นที่จับเกาะของแบคทีเรียที่ช่วยย่อยสิ่งปฏิกูล จำนวน 100 – 200 ลูก หรือมากที่สุดเท่าที่จะมากได้





ปัญหา ส้วมเต็ม เป็นปัญหาที่หลายบ้านต้องเจอ ไม่รู้จะแก้อย่างไร  เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่https://www.bciworld.net/

13
เทคนิคการใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเน่าเสียและดับกลิ่นสำหรับบ้านที่ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานานๆทำดังนี้
การปฏิบัติจะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ

ช่วงที่ 1

กรณีที่น้ำยังคงท่วมขังอยู่ และควรเป็นน้ำนิ่งๆ ใช้จุลินทรีย์ที่มีความเข้มข้นสูง(ไม่ต้องผสมน้ำใดๆ)เทราดให้กระจายไปทั่วๆบริเวณบ้าน ทั้งภายในบ้านและภายนอกบ้านตามจุดต่างๆให้ครอบคลุมทุกจุด หรืออาจใช้จุลินทรีย์เทลงในถังบัวรดน้ำเหมือนกรณีรดต้นไม้ก็ได้ โดยรดไปให้กระจายทั่วๆทุกจุด โดยเฉพาะน้ำที่ท่วมขังลึก ปล่อยให้จุลินทรีย์ย่อยสลายน้ำเน่าเสียนั้นไปเรื่อยๆจนกว่าน้ำจะลดลงตามปกติ

ช่วงที่ 2 ( เป็นช่วงที่สำคัญมาก สำคัญกว่าในขั้นแรก ) เป็นจุดสำคัญในการทำความสะอาด เพราะเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล สิ่งสกปรก เชื้อโรคนานาชนิด ต้องระมัดระวังในการทำความสะอาด ควรปฏิบัติตามคำแนะนำด้านล่างไปพร้อมๆกัน

หลังจากที่น้ำลดระดับลงไปทั้งหมดแล้ว ไม่เหลือน้ำท่วมอีกต่อไปแล้วจะมาถึงช่วงการทำความสะอาดพื้นบ้านและของใช้ต่างๆภายในบ้าน

ขั้นตอนแรก ให้ใช้จุลินทรีย์( ที่ไม่ผสมน้ำ ) รดลงไปบนพื้นบ้านให้กระจายทั่วๆบริเวณที่เคยถูกน้ำท่วมขัง ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง

ขั้นตอนที่สอง ใช้น้ำสะอาดผสมกับจุลินทรีย์ในอัตราส่วน น้ำสะอาด 100 ส่วน ต่อ น้ำจุลินทรีย์ 1 ส่วน ทำความสะอาดพื้นบ้านและผนัง วัสดุของใช้ต่างๆ อาจใช้เครื่องฉีดพ่นเพื่อความรวดเร็วและทั่วถึงทุกส่วนของบ้าน หรืออาจใช้ม็อบทำความสะอาดพื้นบ้าน อาจจะผสมหัวน้ำหอมและแชมพูลงในจุลินทรีย์ก็สามารถทำได้ แต่ไม่ควรใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดและด่างแรงๆ เพราะอาจทำให้จุลินทรีย์ตายได้

ในขั้นตอนที่สองนี้สามารถทำได้บ่อยๆหรือทำเป็นประจำได้ เพราะจะไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายตกค้างในบ้านและสิ่งแวดล้อม และจะเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมส่วนรวมโดยตรง ถือเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติให้ปลอดจากมลพิษและสารเคมีอันตรายได้

จุดสำคัญในการบำบัดน้ำที่เน่าเสีย น้ำเน่าเหม็นบ้านหรือโรงงานที่ถูกน้ำท่วมขัง จะอยู่ที่ช่วงน้ำลดหรือการระบายน้ำออกจากบ้านหรือโรงงาน จุดนี้ถือเป็นจุดที่สำคัญมาก เพราะนอกจากจะกำจัดสิ่งปฏิกูลต่างๆ กลิ่นเน่าเหม็นจากของเสียต่างๆแล้ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก นั่นก็คือ การกำจัดเชื้อโรค เชื้อนานาชนิดที่มากับมวลน้ำเน่าเสีย อาจทำร้ายเราได้โดยไม่รู้ตัว การใช้สารเคมีในการกำจัดเชื้อเหล่านี้สามารถทำได้ แต่อาจมีสารเคมีตกค้างและปนเปื้อนตกค้างอยู่ภายในบ้านหรือโรงงาน เป็นอันตรายต่อผิวหนังและระบบทางเดินหายใจได้ในอนาคต

การใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเน่าเสียและดับกลิ่นควรใช้แบบใดดี?

จุลินทรีย์สามารถประยุกต์เป็นจุลินทรีย์แบบผง และจุลินทรีย์แบบก้อนได้ โดยมีจุดเริ่มต้นที่จุลินทรีย์แบบน้ำเป็นหลัก แต่จุลินทรีย์แอคทีฟมากที่สุดคือจุลินทรีย์ที่เป็นชนิดน้ำ เหตุเพราะมันมีอาหารเลี้ยงอยู่ตลอดเวลาและสามารถทำปฏิกิริยากับน้ำเน่าเสียได้ทันที แต่ถ้าเป็นจุลินทรีย์แบบผงและแบบก้อน ต้องรอการแตกตัวและละลายของดินระยะหนึ่ง จะไม่แอคทีฟทันที เพราะมันอยู่ในรูปของแข็ง ในบ้านหรือโรงงานไม่ควรใช้จุลินทรีย์แบบก้อน เพราะจะสร้างมลภาวะจากก้อนดินได้ ทำให้เกิดเศษตะกอนจากก้อนดิน อีกทั้งความเข้มข้นของจุลินทรีย์ก็มีน้อย ส่วนการใช้จุลินทรีย์ชนิดน้ำบำบัดน้ำเน่าเสีย ควรเป็นจุลินทรีย์ที่เกิดจากการเพาะเชื้อโดยใช้กากน้ำตาลเป็นหลักเท่านั้น ไม่ควรมีสิ่งใดๆเจือปน เช่น พืชผักผลไม้ ถ้านำจุลินทรีย์ที่ได้จากการหมักพืชผักผลไม้ไปใช้บำบัดน้ำเน่าเสียในบ้านหรือโรงงาน อาจสร้างปัญหาน้ำเน่าเสียหนักกว่าเดิมได้

หมายเหตุ

จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตและมีประโยชน์ในการย่อยสลายบำบัดน้ำเน่าเสีย ไม่ใช่สารเคมี ดังนั้นจึงไม่มีอันตรายใดๆต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ในทางตรงกันข้ามกลับให้คุณเอนกอนันต์กับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

ไม่ควรใช้น้อยจนเกินไป เพราะประสิทธิภาพการย่อยสลายจะด้อยลง ควรใช้ให้พอกับปริมาณน้ำเน่าเสีย ถ้าวิกฤตเหม็นมาก ก็ควรเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ให้มากตามไปด้วย ต้องเทราดจุลินทรีย์ให้ทั่วๆในทุกๆจุด จึงจะได้ผลดี

การใช้จุลินทรีย์จัดการกับเชื้อที่มากับน้ำเน่าเสีย

ใช้จุลินทรีย์สดๆเข้มข้นสูงทำความสะอาดเหมือนกรณีใช้น้ำสะอาดทำความสะอาดร่างกาย หรือลงแช่ในจุลินทรีย์ที่อยู่ในภาชนะ เช่น ถังแช่ กะละมังแช่ โดยการแช่ในจุลินทรีย์ประมาณ 5-10 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด




จุดสำคัญในการบำบัดน้ำที่ น้ำเน่าเสีย เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่https://www.bciworld.net/

14
กล่าวถึงมาตรการเฝ้าระวัง และแนวทางป้องกันหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อซิกาที่พบเด็กทารกศีรษะเล็ก 2 รายว่า ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า เป็นเคสที่พบน้อยมาก ไม่ใช่ว่าหญิงตั้งครรภ์ทุกคนจะคลอดเด็กศีรษะเล็กทุกคน

เพราะสาเหตุไม่ใช่เพียงเชื้อซิกา แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีก อาทิ หัดเยอรมัน เป็นต้น ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการป้องกันยุงไม่ให้ยุงกัด โดยการกำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลาย และกำจัดยุงตัวแก่ จึงควรถือวิกฤติเป็นโอกาสในการร่วมกันกำจัดลูกน้ำยุงลาย พร้อมทั้งภาครัฐก็จะไปช่วยในเรื่องพ่นหมอกควันยุงตัวแก่ โดยทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน ซึ่งการกำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลายไม่ใช่แค่ในบ้าน แต่ในโรงเรียน วัด สถานที่ต่างๆ ต้องร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งขณะนี้น่าตกใจว่ากลับพบลูกน้ำยุงลายมากในวัด ซึ่งก็ลงพื้นที่ไปให้ความรู้ และช่วยกันกำจัดลูกน้ำยุงลายอยู่

ประชุมทางไกลผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ร่วมกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ โดยกำชับให้มีการเฝ้าระวังและป้องกันโรคซิกาอย่างเข้มข้น ทั้งเรื่องของการกำจัดลูกน้ำยุงลาย และเฝ้าระวังหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่ที่พบผู้ป่วยซิกาเป็นพิเศษ โดย น.พ.โสภณ กล่าวว่า ดัชนีลูกน้ำยุงลายบางสถานที่ถือว่าน่าเป็นห่วง โดยศาสนสถานพบร้อยละ 60.47 โรงเรียนร้อยละ 41.40 โรงงานร้อยละ 38.10 และโรงพยาบาลร้อยละ 27.59 ส่วนในบ้านประชาชนแหล่งที่พบลูกน้ำยุงลายในภาชนะมากที่สุด คือ ภาชนะที่เก็บน้ำใช้พบถึงร้อยละ 70 รวมทั้งในภาชนะที่ไม่ใช้ประโยชน์ และยางรถเก่า

นอกจากนี้ จากการทำโพลเกี่ยวกับการรับรู้ซิกาของประชาชน พบว่า ประชาชนรับรู้และตื่นกลัวต่อโรคซิกาถึง 80% แต่พฤติกรรมการจัดการกับปัญหายังไม่ดี คือ มีการลงมือปฏิบัติเพื่อป้องกันเชื้อซิกา เช่น กำจัดลูกน้ำยุงลาย เพียง 50-60% เท่านั้น ซึ่งย้ำว่าการจะควบคุมโรคนี้ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน อย่างบางแห่งสอบสวนโรคพบผู้ป่วยแต่ละแวกบ้านแถวนั้นไม่ยอมให้เข้าไปกำจัดยุง

ช่วงฤดูฝนของทุกปีเป็นช่วงที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรคและส่วนใหญ่จะเพาะพันธุ์ในแหล่งน้ำที่สะอาดบริเวณบ้านเรือน ได้แก่ โอ่งน้ำ แจกัน จานรองขาตู้กันมด รวมถึงกระป๋อง กะลา ยางรถยนต์ที่มีน้ำขัง เป็นต้น รัฐบาลออกมาตรการรณรงค์ ให้ประชาชนช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายเหล่านี้

เพื่อลดอัตราการเกิดโรคไข้เลือดออกในประเทศให้หมดสิ้นไปหลายๆ ครัวเรือนใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ “ทรายกำจัดลูกน้ำยุง” และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นวัตถุอันตรายที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมีการขึ้นทะเบียนกับอย.ทั้งในรูปแบบทรายและรูปแบบเม็ด แต่ที่นิยมใช้กันทั่วไปจะเคลือบด้วยสารเคมีสำคัญ คือสารทีมีฟอส (temephos) อยู่ในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (organophosphate)

โดยทั่วไปแล้วทรายทีมี ฟอส 1 % นำไปใส่ในน้ำเพื่อให้ได้ความเข้มของสารทีมีฟอส 1 ppm หรือ 1 มิลลิกรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ใช้ หากผลิตภัณฑ์มีความเข้มข้นของสารทีมีฟอส มากกว่า 1 % ให้ใช้ตามฉลากของผลิตภัณฑ์

ในสภาวะการใช้น้ำปกติทรายกำจัดลูกน้ำยุงที่มีคุณภาพควรออกฤทธิ์ในการควบคุมลูกน้ำยุงได้นาน 3 เดือน แต่หากผลิตภัณฑ์ระบุว่า “กำจัดลูกน้ำยุงได้นาน 3 เดือน โดยไม่มีการเติมน้ำในภาชนะนั้นอีก” หมายความถึงผลิตภัณฑ์นั้นจะมีประสิทธิภาพได้นาน 3 เดือน เฉพาะในกรณีที่ไม่มีการเติมน้ำลงในภาชนะนั้นอีก สิ่งสำคัญที่จะลืมไม่ได้หากผู้บริโภคต้องเลือกซื้อ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทรายทีมีฟอสผู้บริโภคต้องศึกษารายละเอียดให้แน่ชัดเสียก่อน

ผลิตภัณฑ์นั้นจะต้องได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย.โดยสังเกตจากการแสดงเลขทะเบียนวัตถุอันตรายทางสาธารณสุข (วอส.) ในกรอบเครื่องหมาย อย. บนฉลากตัวอย่างเช่น เป็นต้น ไม่ใช้ทรายกำ จัดลูกน้ำ ยุงกับน้ำ ที่นำ มาดื่มหรือกิน หากสัมผัสโดยตรงกับทรายกำจัดลูกน้ำยุง หรือน้ำที่มีทรายกำจัดลูกน้ำยุง อาจมีอาการระคายเคืองที่ผิวหนังได้ ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังการใช้ หากมีอาการปวดศีรษะ เหงื่อออกมาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และได้รับสารพิษของทรายกำจัดลูกน้ำยุง ให้รีบพบแพทย์ทันที

หลังจากใช้ทรายกำจัดลูกน้ำยุงไปแล้วควรสังเกตว่ายังมีลูกน้ำยุงหรือไม่ หากยังพบอยู่แสดงว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวใช้ไม่ได้ผล ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุเช่น ใส่ทรายกำจัดลูกน้ำยุงในแหล่งน้ำน้อยเกินไป มีการใช้น้ำจากแหล่งน้ำมากเกินไป ทำให้ความเข้มข้นของสารทีมีฟอสไม่เพียงพอที่จะมีฤทธิ์กำจัดลูกน้ำยุง อาจเสื่อมสภาพหรือใส่ทรายกำจัดลูกน้ำยุงนาน เกิน 3 เดือน

รองเลขาธิการ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า วิธีเบื้องต้นที่จะป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโรคไข้เลือดออกที่มียุงเป็นพาหะนำโรคได้นั้นคือ ต้องป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด โดยการสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ทาผลิตภัณฑ์ป้องกันยุง ใช้มุ้งหรือมุ้งลวด จัดสภาพแวดล้อมไม่ให้มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงเช่น คว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง ปิดภาชนะกักเก็บน้ำให้มิดชิด หรือใช้ตาข่ายไนล่อนหรือผ้าขาวบางปิดปากโอ่งเพื่อ ป้องกันยุงลงไปวางไข่



ชวนกำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลาย กำจัดลูกน้ำ  เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.net/

15
ส้วมราดไม่ลง มี 2 สาเหตุ คือ มีสิ่งอุดตัน และส้วมเต็มเพราะน้ำซึ่งกรณีนี้ต้องแก้ที่ต้นเหตุ

วิธีแก้ปัญหา ส้วมราดไม่ลงเพราะมีสิ่งอุดตัน

สิ่งอุดตันอาจเกิดจากอุจาระแข็งและก้อนใหญ่ หรือสิ่งอื่นๆหล่นลงในโถส้วมเช่นก้อนสบู่ เศษผ้า ถุงพลาสติก กระดาษ ฯลฯ.ไปกองรวมกันอยู่ที่ข้องอ ทำให้เกิดการขวางทางของน้ำ เมื่อราดน้ำแล้วน้ำจะเอ่อเต็มอ่างส้วมหรือน้ำไหลลงช้า

วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้น กรณีส้วมราดไม่ลง ให้ใช้ยางปั๊มส้วม(ราคาไม่เกิน60บาท)ปั๊มขณะที่น้ำเอ่อ หรือให้น้ำท่วมยางปั๊ม จากนั้นก็ กดปั๊มๆๆ แล้วราดน้ำดู 70%ได้ผลตามที่แนะนำเพียงใช้ยางปั๊มให้ถูกวิธี
*****
*****

ความแตกต่างระหว่างส้วมเต็มกับส้วมอุดตัน
ลักษณะของส้วมเต็ม เมื่อราดน้ำ สิ่งขับถ่ายจะไม่ลง และต้องเทน้ำเยอะๆ ต้องราดหลายครั้งมันจึงจะลง ซึ่งต่างจากส้วมมีสิ่งอุดตัน ราดอย่างไรก็ไม่ลงและน้ำจะเอ่อเต็มส้วม พอทิ้งไว้สักพักน้ำก็จะค่อยๆแห้งหายไป
ส้วมเต็ม เรียกรถบริการมาดูดส้วมอย่างเดียวครับ..ไม่ต้องทำอย่างอื่น



ข้อสังเกตส้วมมีสิ่งอุดตันไหม?

การทิ้งช่วงใช้จะทำให้น้ำค่อยๆซึมลงหายไป เช่น พอทิ้งไว้สักพักหรือหนึ่งวันก็ราดลงแต่ทำได้แค่ครั้งเดียว ครั้งต่อไปน้ำไม่ลง นั่นหมายความว่า ในท่อส้วมมีสิ่งอุดตัน แนะนำลองใช้ยางปั๊มส้วมดูก่อนนะครับ
ใช้ยางปั๊มส้วมแล้วก็ไม่ดีขึ้น
ใช้ยางปั๊มส้วมแล้วไม่ได้ผล ก็ต้องลองใช้โซดาไฟ ที่จริงไม่อยากแนะนำให้ใช้เพราะมันเป็นเคมีและตัวมันเองอาจเป็นสาเหตุทำให้ท่อตันจากการละลายไม่หมดและจับตัวกันเป็นก้อน
แต่ส้วมที่ลาดไม่ลงแล้ว ทุกข์หนักวันนี้ของท่านจะเอาไปไว้ที่ไหน..ก็เลยจำเป็นต้องใช้


วิธีใช้โซดาไฟ

ปั๊มน้ำในโถส้วมให้เหลือน้อยที่สุด ให้แห้งเลยก็ได้ แล้วเทน้ำของโซดาไฟที่ละลายน้ำแล้วลงไป ทิ้งไว้สักพัก กดน้ำดู ถ้าโอเค! ก็จบ ขอให้โชคดี..
ถ้าไม่โอเค ก็ลองอีกสักรอบ ทำทั้งปั๊มและโซดาไฟ..และถ้าไม่ได้ผลจริงๆก็ต้อง…
ต้องเปิดบ่อส้วม ฐานส้วม ออกมาดูครับ เพื่อหาสิ่งอุดตัน ส่วนมากสิ่งอุดตันจะกองอยู่ในข้องอ ก็หาวิธีเอาออกเสีย (แนะนำให้เปิดที่บ่อส้วมก่อนหากสิ่งอุดตันอยู่ไม่ไกลจากบ่อส้วมก็อาจแก้ปัญหาได้)หน้านี้มีประโยชน์โปรดส่งต่อให้เพื่อนบ้านด้วยครับอย่างน้อยรู้ไว้ดีกว่าไม่รู้


บริการแก้ส้วมราดไม่ลง ส้วมตัน ที่ไหนดี?

หลายท่านโทรหาผมให้ผมแนะนำช่างให้ บางรายก็อยากให้ผมไปแก้ให้ ก็ต้องขออภัยที่ไม่อาจให้บริการได้นะครับ
ผมขอแนะนำหน่วยงานที่ให้บริการดังนี้ครับ ให้โทรติดต่อที่หน่วยงานเขตของท่านครับ เช่น เทศบาล อบต. เขาจะมีรถคอยให้บริการในราคาที่ไม่แพง ส่วนจะรับแก้หรือรื้อท่อส้วมไหม? ก็ต้องสอบถามกันเอาเอง

หากติดต่อหน่วยงานนั้นไม่ได้ ใช้บริการที่นี่เลยครับ อ้อ..ควรสอบถามราคาก่อนนะครับ..





สำหรับส้วมราดไม่ลง ส้วมตัน ส้วมเต็ม  เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.net/

16
ยุงลายที่กัดเราแล้วจะทำให้เป็นโรคไข้เลือดออกมีเฉพาะยุงลายตัวเมียเท่านั้น เพราะยุงลายตัวเมียต้องการโปรตีนจากเลือดเพื่อสร้างไข่ และมักจะออกหาเหยื่อในช่วงกลางวันมากกว่ากลางคืน ฉะนั้นช่วงกลางวันจึงเป็นช่วงเวลาอันตรายที่ต้องเลี่ยงไม่ให้ถูกยุงกัดมากที่สุด แต่ทั้งนี้ช่วงเวลาไหน ๆ ก็อย่ายอมให้ยุงมาดูดเลือดเลยน่าจะปลอดภัยกว่า

– ยุงกัดเพราะอะไร ระวังไว้ ก่อนป่วยไข้เลือดออก !

– มาดูกัน…ยุงชอบกัดคนประเภทไหน

ไข้เลือดออก

อาการของ ไข้เลือดออก

อาการของ ไข้เลือดออก ไม่จำเพาะอาการมีได้หลายอย่าง ในเด็กอาจจะมีเพียงอาการไข้และผื่น ในผู้ใหญ่ที่เป็น ไข้เลือดออก อาจจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ หากไม่คิดว่าเป็น โรค ไข้เลือดออก อาจจะทำให้การรักษาช้า ผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิต ทั้งนี้ลักษณะที่สำคัญของ ไข้เลือดออก มีอาการสำคัญ 4 ประการคือ

1. ไข้สูงลอย : ไข้ 39-40 องศาเซลเซียส มักมีหน้าแดง โดยมากไม่ค่อยมีอาการน้ำมูกไหลหรือไอ เด็กโตอาจมีอาการปวดเมื่อยตามตัว และปวดศีรษะ อาการไข้สูงมักมีระยะ 4-5 วัน

2. อาการเลือดออก : เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในกระเพาะ โดยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ มีจุดเลือดออกตามตัว

3. ตับโต

4. ความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด หรือช็อก : มักจะเกิดช่วงไข้จะลด โดยผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รอบปากเขียว อาจมีอาการปวดท้องมาก ก่อนจะมีอาการช็อก ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ

ตับอักเสบจากไข้เลือดออก อีกหนึ่งอาการที่ต้องระวัง

อาการตับอักเสบอย่างรุนแรง สามารถพบได้ในผู้ป่วยไข้เลือดออกเช่นกัน โดยจะเกิดขึ้นกรณีที่เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายตับ หรือเกิดจากการที่ตับถูกทำลายเพราะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้นหากมีอาการไข้เลือดออกแล้วก็ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดหากเกิดอาการตับอักเสบจะได้ทำการรักษาได้ทันท่วงที

ลักษณะตุ่มไข้เลือดออก

ตุ่มโรคไข้เลือดออกจะคล้ายกับตุ่มยุงกัดทั่วตัว และใกล้เคียงกับผื่นจากโรคหัด แต่จะสังเกตได้ว่า ถ้าเป็นไข้เลือดออกจะไม่มีอาการไอหรือน้ำมูกไหล และจุดเลือดออกของโรคไข้เลือดออกจะไม่รู้สึกสากมือเหมือนโรคหัด และเวลากดดึงผิวหนังให้ตึงจะไม่จางหายไปเหมือนจุดถูกยุงกัดธรรมดา ซึ่งถ้ามีอาการตามนี้ร่วมกับมีไข้สูงตลอดเวลา ควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยด่วน

ไข้เลือดออกมีกี่ระยะ

ระยะฟักตัวของไข้เลือดออกจะอยู่ในช่วง 3-5 วัน และอาการไข้เลือดออกสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 ระยะไข้สูง

ผู้ป่วยจะมีไข้สูงฉับพลัน ไข้จะสูงค้างอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา โดยที่กินยาลดไข้ก็ยังบรรเทาไข้ไม่ได้ ร่วมกับอาการหน้าแดง ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร และบางรายมีอาการอาเจียนเป็นพัก ๆ หรืออาจมีอาการท้องผูกหรือถ่ายเหลว และบางคนอาจมีอาการเจ็บคอ ไอเล็กน้อย ทว่าในระยะ 3 วันที่ป่วยตุ่มอาจยังไม่ขึ้นให้เห็นชัด ๆ

ระยะที่ 2 ระยะช็อกและมีเลือดออก

อาการนี้จะพบในช่วงระหว่างวันที่ 3-7 ของการป่วย และมักจะเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ป่วยจากเชื้อเด็งกีที่มีความรุนแรงขั้นที่ 3 และ 4 ซึ่งระยะนี้ถือเป็นช่วงวิกฤตของโรค อาการไข้ของผู้ป่วยจะเริ่มลดลง แต่กลับอาเจียน ปวดท้องบ่อยขึ้น ซึมมากขึ้น ตัวเย็น มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย เหงื่อแตก ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นแผ่วแต่เร็ว และความดันต่ำ ซึ่งเป็นภาวะช็อก และหากไม่ได้รับการรักษาภายใน 1-2 วัน อาจทำให้เสียชีวิตได้

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการเลือดออกตามผิวหนัง (มีจ้ำเขียวพรายย้ำขึ้น) เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือดหรือสีกาแฟ ถ่ายเป็นเลือด ซึ่งหากอยู่ในภาวะนี้อาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้น โดยหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจเสียชีวิตภายใน 24-27 ชั่วโมง แต่หากผู้ป่วยสามารถประคองอาการให้ผ่านพ้นระยะนี้มาได้ ก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3 ของโรคไข้เลือดออก



โรค ไข้เลือดออก ทางที่ดีที่จะป้องกันโรคไข้เลือดออกในเบื้องต้น  เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.net/

17
 แนะนำอีกวิธีที่ใช้ได้ผล คือ เทนำ้ตาลอ้อย หรือ โมลาส หรือนำ้ตาลอะไรก็ได้ที่ไม่ผ่านกระบวนการทางเคมีลงไปในชักโครก สักหนึ่งกก.ระยะแรกห่างประมาณ 1 เดือน จากนั้นเทหห่าง สัก สามเดือนต่อครั้ง เพราะน้ำตาลจะเป็นอาหารของจุลินทรีย์ทำให้มีจุลลินทรีย์เติบโตและมีปริมาณมากพอที่จะกินของเสียได้หมด ทำเช่นนี้ส้วมจะไม่มีกลิ่นแล้วไม่เต็มด้วย แม้ว่าจะเปิดฝาก็ไม่เหม็น ที่บ้านอยู่มาสิบปีแล้วไม่เคยดูดส้วมเลย ใช้หลักการเดียวกับเรื่องจุลินทรีย์ชีวภาพ

ส้วมเต็มเร็ว ถ้าไม่ใช่อุดตันจากขยะหรือสิ่งขับถ่าย ก็มีสาเหตุจาก

1.น้ำใต้ดินไหลเข้าบ่อส้วม
ทำไมน้ำใต้ดินไหลเข้าบ่อส้วม(บ่อปูน)ทั้งที่ไม่เคยเป็น…
ที่เคยประสบมาคือบ้านของตัวเองมีการใช้น้ำมากขึ้น หรือบริเวณใกล้ๆมีการก่อสร้างที่อยู่อาศัย โรงงาน มากขึ้น จึงมีการใช้น้ำมากขึ้น น้ำจึงอยู่ใต้ดินมากขึ้น ระดับน้ำก็สูงขึ้น ทำให้ไหลเข้าบ่อส้วมตามธรรมชาติของน้ำ

พิสูจน์สิ่งที่ผมกล่าวมาว่าจริงไหม..ให้เปิดฝาบ่อส้วมดูก็ได้ครับจะเจอน้ำเต็มบ่อ หรือให้ขุดดินข้างบ่อลงดู ขุดลงไปประมาณ50cm ถ้าเจอน้ำแสดงว่าใช่ เมื่อเรียกรถดูดส้วมมาดูด ก็จะได้แต่น้ำ และมองเห็นน้ำไหลซึมเข้าบ่อ..
ถ้าไม่ได้เข้าไปดูเขาดูดส้วมด้วยตัวเอง ก็ควรถามคนดูดส้วมดูนะครับว่าส้วมราดไม่ลงเพาะอะไร..และจะแก้ไขอย่างไรดี?

เมื่อเป็นเช่นที่กล่าวมาแล้วจะแก้อย่างไร?
การแก้ไขมีหลายวิธี แล้วแต่สถานที่ ต้องแก้ไขนะครับ เรียกรถบริการบ่อยๆ ไม่คุ้ม ถ้าแก้ไขถูกวิธีปัญหาเรื่องนี้ก็จะหมดไป

2.น้ำจากท่อน้ำทิ้งสาธารณะไหลย้อนเข้าบ่อส้วม เพราะวางบ่อส้วมต่ำกว่าระดับน้ำทิ้ง
บ้านสร้างใหม่ใช้ถังแช็คส้วมเต็มเร็ว ที่เคยพบจากลูกค้าที่โทรฯมาสอบถาม ส่วนมากจะเป็นส้วมที่วางท่อน้ำทิ้งต่ำกว่าระดับท่อน้ำทิ้งสาธารณะหรือต่ำกว่าระดับน้ำท่วม เมื่อน้ำเยอะก็ไหลย้อนเข้าบ่อส้วมทำให้ส้วมเต็ม

มาดูวิธีแก้ส้วมเต็มเร็วที่เคยใช้กับอาคารห้องเช่าดูนะครับ..มีดังนี้

1.แก้ไขชั่วคราว ใช้ปั๊มไดโว่ ปั๊มน้ำออก ปั๊มนานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับระดับน้ำในแต่ละพื้นที่และต้องปั๊มบ่อยๆ

2.ถ้าระดับน้ำที่ขังในบ่อส้วมสูงกว่าระดับน้ำท่อน้ำทิ้ง ให้ใช้ท่อขนาด 2″-3″ ต่อจากบ่อส้วมในระดับที่น้ำสามารถไหลออกได้มากที่สุด ถ้าวิธีนี้แก้ได้ก็จบ แต่ถ้าทำแล้วน้ำไม่ไหลออกไปเลย แสดงว่า ระดับน้ำเท่ากัน วิธีนี้ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้

3.แก้โดยยกระดับฐานส้วมให้สูงขึ้น โดยให้ปลายท่อส้วมสูงกว่าระดับน้ำในบ่อส้วมอย่างน้อย 15-30cm. ให้ปรึกษาช่างอีกที

4.สร้างส้วมใหม่ ถ้าไม่อาจแก้ไขได้ตามข้อ 2,3 (ขอให้แก้ไขได้นะครับ)



มาดูวิธีแก้ ส้วมเต็ม เร็วที่เคยใช้กับอาคารห้องเช่า เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่https://www.bciworld.net/

18
พยาบาล แมว ผู้บำบัดความเครียด เรารู้กันอยู่แล้วว่าเจ้าเหมียวนั้นมีความอินดี้ แต่มันก็มีมุมที่น่ารักและตลกในเวลาเดียวกัน หลายครั้งที่มักทำอะไรเอ๋อๆ หรือผิดพลาดให้เราเห็นอยู่เสมอ ซึ่งก็ไม่แปลกที่เราจะหลุดขำก๊ากออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว และนี่คงเป็นความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่เจ้าเหมียวทำให้เราผ่อนคลายความเครียดลงไปได้

เจ้าเหมียวในบ้านเรามักเลื่องชื่อเรื่องความอินดี้ รู้หรือไม่ว่านอกเหนือจากการทำกายกรรมแปลกๆ แล้ว เพื่อนๆ ลองเดาดูสิคะว่าเจ้าเหมียวนั้นทำอะไรได้อีกบ้าง บอกได้เลยค่ะว่าเรื่องนี้มีสาระดีๆ อย่างแน่นอน โดยสิ่งที่เรากำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ เหมาะกับคนที่มีความเครียดสะสมอยู่พอสมควรค่ะ เรามาดูกันว่าเจ้าเหมียวนั้นจะช่วยคลายความเครียดได้อย่างไร

1.ช่วยสร้างเสียงหัวเราะ
มหาวิทยาลัยโลมา ลินดา ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ ได้ทำการสำรวจคนที่ชอบดูวิดีโอพฤติกรรมขำๆ ของแมว พบว่า ช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ต่อมหมวกไตหลั่งออกมาเมื่อเกิดความเครียดได้ เพราะเจ้าเหมียวนั้นทั้งน่ารักและตลก หลายๆ ครั้งมักทำอะไรเด๋อๆ ให้เราเห็นอยู่เสมอ มันก็ไม่แปลกที่เราจะหลุดปล่อยก๊ากออกมา นอกจากจะลดความเครียดได้แล้ว ยังช่วยกระตุ้นความทรงจำระยะสั้นได้ดีด้วย ขณะเดียวกันมีผลสำรวจบอกว่า การหัวเราะยังช่วยให้ระบบองค์รวมของร่างกายทำงานดีขึ้นอีกด้วยล่ะค่ะ แหม… มีดีด้านนี้ก็ไม่บอกนะเหมียว

2.เสียงร้องเหมียวๆ ช่วยผ่อนคลาย
มีผลการศึกษาที่บอกว่า เสียงร้องเหมียวๆ ของแมวช่วยลดความเครียดให้เจ้าของได้ รวมทั้งช่วยลดความดันโลหิตด้วย เสียงร้องของแมวมีความถี่ตั้งแต่ 20-140 เฮิรตซ์ ตรงกับความถี่ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ว่า ช่วยบรรเทาอาการป่วยของหลายๆ โรคด้วยกัน เช่น ลดระดับความดันในเลือด เป็นต้น

3.สามารถเป็นผู้ช่วยดูแลผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์ได้
แมวเป็นสัตว์ที่มีความอินดี้อยู่ในตัว ดูแลตัวเองได้ดี แถมยังขี้อ้อนบ้างเป็นบางครั้ง ซึ่งถ้าหากในบ้านของคุณมีผู้ป่วยอัลไซเมอร์ การมีแมวอาศัยอยู่ด้วยก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยมีความกังวลน้อยลงค่ะ แถมยังช่วยให้ผู้ป่วยนั้นมีความสุขมากขึ้น อีกทั้งเจ้าเหมียวเองเป็นสัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่สุด เพราะเนื่องจากว่าเจ้าแมวนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงที่ต้องการการดูแลน้อยกว่าน้องหมานั่นเองจ้า

4.ช่วยรักษาระดับความดันเลือด
จากการวิจัยของศูนย์ศึกษาการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ของมหาวิทยาลัยมิสซูรี พบว่า การเลี้ยงและการได้เล่นกับน้องแมวนั้น จะช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ได้น้อยลง และจากผลข้างต้นนี้เองที่เป็นผลทำให้ความดันเลือดอยู่ในระดับที่สมดุล เยี่ยมไปเลยนะเจ้าเหมียว


พยาบาล แมว ผู้บำบัดความเครียด อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่https://www.petcitiz.info/แมว/

19
 เมื่อเกิดปัญหาท่อตัน เรามักมองหาวิธีการแก้ปัญหาก่อนเป็นอันดับแรก ว่าจะทำอย่างไร ให้ท่อน้ำกลับมาระบายน้ำได้ดีเช่นเดิม ซึ่งเมื่อทำการแก้ปัญหาได้แล้ว ท่อของคุณก็มีโอกาสจะกลับมาตันได้อีกเมื่อไรก็ได้ หากคุณไม่ทราบว่า อะไรที่ทำให้ท่อของคุณตัน และจะป้องกันแก้ไขอย่างไร สิ่งที่อุดตันท่อของคุณ และวิธีการป้องกันหรือแก้ไขที่นำมาฝากในวันนี้ เป็นสิ่งที่มักอุดตันท่อเป็นประจำ ซึ่งมีดังนี้

เศษผม
สิ่งแรกซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่มักจะอุดตันท่อภายในห้องน้ำ ทั้งท่อน้ำทิ้ง และท่ออ่างล้างหน้า ก็คือ เศษผม เนื่องจากเศษผมที่หลุดร่วงจากการอาบน้ำ การหวีผมในห้องน้ำ และการตัดเล็มผมในห้องน้ำหรือหน้ากระจก ทำให้เส้นผมไหลลงในท่อระบายหรืออ่างล้างหน้า

การป้องกัน
– ควรมีฝาปิดท่อ หรือตะแกรงเพื่อกั้นไม่ให้เศษผมไหลลงไปในท่อ
– เมื่ออาบน้ำเสร็จ ควรรวบรวมเศษผมทั้งหมดที่ไหลไปรวมกันอยู่ที่ปากท่อหรือตะแกรงออกไปทิ้งในถังขยะภายนอกห้องน้ำ
– ไม่ควรพยายามดันเศษผมลงในท่อ หรือกำจัดโดยการกดทิ้งลงชักโครก เพราะอาจทำให้ท่อตันหรือส้วมตันได้

เศษอาหาร
สำหรับอ่างล้างจาน หรือท่อระบายน้ำบริเวณลานล้างจาน มักทำให้เศษอาหารเล็กๆ ลงไปอุดตันในท่อได้ หรือแม้แต่เศษอาหารใหญ่ๆ ก็สามารถลงไปได้ หากไม่มีตะแกรงปิดที่ฝาท่อระบายน้ำ

การป้องกัน
– ควรมีตะแกรงกรองที่ฝาท่อระบายน้ำ เพื่อกั้นไม่ให้เศษอาหารลงไปอุดตันท่อ
– กำจัดเศษอาหารออกจากจานก่อนที่จะนำจานไปแช่ในอ่างล้างจาน
– ไม่ฉีดน้ำแรงดันสูง หรือพยายามดันให้เศษอาหารลงไปในท่อ

คราบไขมัน และคราบสบู่ต่างๆ
คราบเหล่านี้ เมื่อเกิดการอุดตัน สามารถกลายเป็นของแข็ง หรือจับตัวเป็นก้อน จนทำให้ท่ออุดตันได้ และยังทำให้เกิดความสกปรกและเชื้อโรคในท่อได้อีกด้วย

การแก้ไข
ควรนำน้ำร้อนเดือดๆ หนึ่งหม้อ เทราดลงไปในท่อระบายน้ำในห้องน้ำ ท่ออ่างล้างหน้า ท่ออ่างล้างจาน และท่อต่างๆ ในบ้าน เพื่อละลายคราบต่างๆ ออก แต่ควรระวังหากเป็นท่อพีวีซีเพราะอาจกรอบแตกได้ง่าย

เมื่อเกิดการอุดตันด้วยสิ่งต่างๆ เหล่านี้ อย่าลืมนำวิธีดีๆ ที่นำมาฝากไปใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหาท่อตันภายในบ้านของคุณนะคะ



เมื่อมีสิ่งเหล่านี้ทำให้ท่ออุดตัน กำจัดไขมัน ในท่อ เพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่http://www.bcithailand.com/

20
ปูนแดง กำจัดลูกน้ำ ยุงลาย ระเทศในเขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทย ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอปัญหายุงชุม ซึ่งแต่ละที่ก็มีวิธีการจัดการแตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่หนีไม่พ้นการใช้สารเคมีพ่นเพื่อฆ่าลูกน้ำยุงลาย แต่การใช้สารเคมีอาจส่งผลเสียต่อผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะเด็กเล็ก

แต่ในวันนี้มีตัวอย่างจากหมู่บ้านหนึ่งที่สามารถจำกัดลูกน้ำยุงลายได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมี หากเป็นการใช้ภูมิปัญญาของตัวเองเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหา

พวกเขาหย่อนก้อนปูนสีแดงทรงกลมลงน้ำ เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม โดยมีคุณสมบัติในการกำจัดลูกน้ำยุงลายแทนทรายอะเบท ที่มีกลิ่นเหม็น และทำให้เกิดตุ่มคันกับผู้ที่แพ้ นับเป็นอีกตัวอย่างของการแก้ปัญหาจาก อสม.ตำบลไกรนอก อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย หนึ่งในตำบลศูนย์เรียนรู้ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ในอดีต คนในตำบลไม่มีการปิดฝาโอ่งน้ำ ภาชนะต่างๆ ที่มีน้ำขังก็เต็มไปด้วยลูกน้ำ ขณะที่บริเวณโดยรอบก็รกรุงรัง ไม่มีการแผ้วถางจัดการ ทั้งมีขยะเยอะ เมื่อพบปัญหาทางอสม. และสาธารณสุขจึงได้มีการจัดประชุมร่วมกันทุกภาคส่วน จนเกิดข้อตกลงร่วมกันของชาวบ้าน 3 ข้อ คือ 1. ให้ทุกบ้านรับผิดชอบทำความสะอาดบ้าน 2. ตั้งคณะกรรมการคอยสอดส่องว่ามีลูกน้ำยุงลายไหม 3. การกำหนดมาตรการด้านสังคม คือ ว่ากล่าวตักเตือนก่อน ถ้าไปเจอลูกน้ำบ้านใคร และหากไม่มีการแก้ไข ก็จะถูกประจานตามหอกระจายข่าว ทั้งไม่ให้กู้ยืมเงินของกองทุนต่างๆ ในหมู่บ้าน

นี่เป็นมาตรการที่ชาวบ้านกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมกันเอง สำหรับการแก้ปัญหาเบื้องต้น ผลลัพธ์คือ เมื่อกรรมการลงไปสำรวจ ก็ไม่พบปัญหาเหมือนแต่ก่อน แต่ครั้งนั้นชาวบ้านใช้ทรายอะเบทเพื่อควบคุมลูกน้ำยุงลาย
แต่พอมาในปี 2551 ชาวบ้านที่ใช้ทรายอะเบท เกิดผลข้างเคียงให้เกิดอาการผื่นคัน ทั้งมีกลิ่นเหม็น จึงมีประชุมอสม. จนได้ข้อเสนอให้ใช้ปูนแดงแทน เพราะจากการลงสำรวจพื้นที่ พบว่า ที่บ้านคุณยายท่านหนึ่งใช้ปูนแดงในการฆ่าลูกน้ำยุงลาย
ก่อนการนำไปใช้จริง ได้มีการทดลอง โดยการนำโหลมาสองใบ ใส่ลูกน้ำยุงลาย โหลใบแรกใส่ปูนแดง โหลใบที่สองใส่ทรายอะเบท ปรากฏว่า ทรายอะเบทฆ่าลูกน้ำยุงลายใน 4 ชั่วโมง ส่วนปูนแดงฆ่าลูกน้ำยุงลายตายใน 6 ชั่วโมง แม้จะช้ากว่า แต่ก็ใช้ได้ผลดี จึงประกาศเสียงตามสายให้ชาวบ้านรับรู้

เมื่อทางอบต. มั่นใจแล้วว่า สามารถแก้ปัญหาได้จริง จึงได้จัดงบประมาณมาให้ อสม. ซื้อปูนแดงแจกจ่ายให้ชาวบ้านใช้
ลูกจันทร์ ซึ่งเป็นหลานของคุณยายคนดังกล่าวเล่าว่า แต่ก่อนที่ยายทอดใช้คือ ปั้นแล้วใส่โอ่งลงไปเลย แต่ทางกลุ่มมีการปรับใส่น้ำขิงลงไปในน้ำด้วย เพราะสามารถทำให้ลูกน้ำยุงลายตายได้ จึงมีแนวคิดผสมปูนเข้ากับน้ำขิง โดยใช้ปูน 4 กิโลกรัม ผสมกับน้ำขิง 5 ขีด คลุกเคล้าเข้ากัน แล้วมาปั้นเป็นก้อนตากไว้ 3 วัน ก็สามารถนำไปใช้ โดยวิธีผสมน้ำขิงจะช่วยให้ลูกน้ำตายในเวลา 5 ชั่วโมง

ทางกลุ่มจะปั้นปูนแดงขนาดเท่าลูกปิงปอง 1 ก้อนใส่โอ่งมังกร 1 ใบ หากเป็นโอ่งใหญ่อาจจะใส่ 4-5 ก้อนก็ได้ โดยจะใช้ได้ 3 เดือน แล้วเปลี่ยนใหม่ เหมือนทรายอะเบท แต่น้ำที่ใส่ทรายอะเบทจะนำมากินไม่ได้ ผิดกับน้ำที่ใส่ปูนแดง ที่สามารถนำมาใช้กิน ใช้อาบได้

ที่สำคัญ การใช้ปูนแดงยังมีราคาถูก และประหยัดกว่าใช้ทรายอะเบทอีกด้วย เพราะปูนแดง 1 ปี๊บ ราคา 300 บาท แต่ถ้าเป็นทรายอะเบทซื้อถุงใหญ่ราคา 4,500 บาท โดยในปีหนึ่ง จะใช้ปูน 5 ปี๊บ เป็นเงิน 1,500 บาท แต่ถ้าเป็นทราย ปีหนึ่งใช้หลายถุง ตกเป็นเงินหลายหมื่น



ปูนแดง กำจัดลูกน้ำ ยุงลาย เพิ่มเติมคลิ๊กทนี่http://www.bcithailand.com/

หน้า: [1] 2 3
เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ คลับแห่งประเทศไทย ศูนย์บริการ โปรโมชั่น ประกันภัย อุปกรณ์แต่งรถ บริการหลังขาย